PTTEP เด้ง 2% รับน้ำมันโลกพุ่ง พ่วงโบรกชี้กำไร Q2 ฟื้นตัวชัด ชูเป้า 165 บาท

PTTEP ดีดบวก 2% รับอานิสงส์ราคาน้ำมันโลกพุ่งจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง ด้านโบรกฯ มองข้ามช็อตกำไรไตรมาส 1/69 ที่ถูกฉุดด้วยรายการพิเศษ Hedging ชี้กำไรปกติยังแกร่งตามปริมาณขายก๊าซอ่าวไทย คาดผลงานไตรมาส 2 ฟื้นตัวโดดเด่นหลังแรงกดดันคลี่คลาย แนะ "ซื้อ" เป้าหมาย 165 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (7 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ณ เวลา 10:19 น. อยู่ที่ระดับ 160 บาท บวก 3 บาท หรือ 1.91% ราคาสูงสุด 160.50 บาท ราคาต่ำสุด 158.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 970.64 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) รายงานว่า PTTEP คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 8.3 พันล้านบาท ปรับตัวลดลง 53% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการบันทึกผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Oil Hedging Loss) จากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีรายการพิเศษ ได้แก่ ขาดทุนจาก Oil Hedging ประมาณ 253 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี หากไม่รวมรายการดังกล่าว คาดว่ากำไรปกติจะอยู่ที่ประมาณ 1.66 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากไตรมาสก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยลดลง

สำหรับปัจจัยสนับสนุนในไตรมาสดังกล่าว ได้แก่ ปริมาณขายเฉลี่ยคาดอยู่ที่ 548 KBOED เพิ่มขึ้นจากการเรียกรับก๊าซธรรมชาติในโครงการอ่าวไทย ขณะที่ราคาขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 45.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมัน และราคาขายก๊าซเฉลี่ยอยู่ที่ 5.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู โดยมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยอยู่ที่ 29.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมัน ลดลงจากไตรมาสก่อน

แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะฟื้นตัวจากผลกระทบของรายการพิเศษที่ลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นถึงกลางยังได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ค่าพรีเมียมความเสี่ยงของราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทหลักทรัพย์ฯ ยังคงประมาณการปริมาณขายปิโตรเลียมปี 2569 ที่ระดับ 560 KBOED เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน พร้อมปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2569-2570 เพิ่มขึ้นเป็น 85-75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และปรับราคาขายก๊าซเฉลี่ยปี 2569 เป็น 5.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ส่งผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 และ 2570 อยู่ที่ 7.57 หมื่นล้านบาท และ 7.65 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ

ภายใต้ประมาณการใหม่ฝ่ายนักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” โดยประเมินราคาเหมาะสมปี 2569 ที่ 164.00 บาท อิงวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) จากแนวโน้มกำไรปกติที่แข็งแกร่งตามราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงฐานะทางการเงินที่มั่นคง ซึ่งสนับสนุนโอกาสการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงราว 6-7% ต่อปี

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ เปิดเผยบทวิเคราะห์หุ้น PTTEP โดยคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1/2569 จะอ่อนตัวลงชั่วคราวจากผลขาดทุนด้านการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน แม้กำไรจากการดำเนินงานปกติยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่า PTTEP จะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 7,900 ล้านบาท หรือประมาณ 251 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 55% จากไตรมาสก่อน และลดลง 52% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากผลขาดทุน Hedging รวมถึงผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 8,260 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี หากไม่รวมรายการดังกล่าว คาดว่าบริษัทจะมีกำไรปกติอยู่ที่ 16,100 ล้านบาท หรือประมาณ 511 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนมีแรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยลดลง ส่วนการชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นผลจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามผลกระทบของสัญญาขายแบบหน่วงเวลา หรือ Lag Time

สำหรับประเด็นสำคัญที่กดดันกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ คือผลขาดทุน Hedging ราว 5,250 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายไตรมาส ส่งผลให้บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากการชำระราคาสัญญาป้องกันความเสี่ยง และการตีมูลค่ายุติธรรมของสัญญาคงเหลือ ซึ่งครอบคลุมปริมาณน้ำมันประมาณ 21 ล้านบาร์เรล

ด้านปริมาณขาย คาดว่าจะอยู่ที่ 547,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรวมปริมาณจากโครงการร่วมทุนราว 16,000 บาร์เรลต่อวัน แรงหนุนหลักมาจากการเร่งการผลิตในโครงการอ่าวไทยและพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ตามนโยบายภาครัฐ แม้จะถูกหักลบบางส่วนจากรอบการขนถ่ายน้ำมันที่ลดลงในโครงการตะวันออกกลางและแอลจีเรีย

การเร่งผลิตจากโครงการในอ่าวไทยยังส่งผลให้สัดส่วนการขายก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเป็น 74% จาก 72% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนเสถียรภาพของรายได้ในระยะถัดไป

ขณะที่ราคาขายเฉลี่ย หรือ ASP คาดว่าจะอยู่ที่ 45.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 87.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 37% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่ขยับขึ้นสู่ระดับ 5.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 2% จากปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ASP ของ PTTEP ไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกับราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากส่วนลดราคาขายผลิตภัณฑ์ประเภท Liquid เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อจำกัดของสัญญาขายแบบ Lag Time และความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคม 2569

ในด้านต้นทุน ฝ่ายวิจัยคาดว่าต้นทุนต่อหน่วย หรือ Unit Cost จะลดลงมาอยู่ที่ 30.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลง 5% จากไตรมาสก่อน และลดลง 19% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น การลดลงของค่าใช้จ่ายจากการตัดจำหน่ายหลุม การเลื่อนกิจกรรมซ่อมบำรุงบางส่วนออกไป และค่าเสื่อมราคาที่ลดลง

นอกจากนี้ คาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนจะลดลงจากไตรมาสก่อน ตามปัจจัยฤดูกาลของโครงการ Seagreen ที่ได้รับผลกระทบจากความเร็วลมที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม LH Securities มองว่ากำไรไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาไม่เด่น เป็นเพียงการสะดุดชั่วคราวจากผลขาดทุน Hedging และส่วนลดราคาขายที่สูงกว่าปกติ โดยคาดว่ากำไรในไตรมาส 2/2569 จะฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลกระทบ Hedging ที่ลดลง ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นตามการเร่งผลิตในอ่าวไทยและการกลับมาของรอบการขนถ่ายน้ำมัน รวมถึง ASP ที่มีแนวโน้มขยับขึ้น หากราคาน้ำมันดิบดูไบยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายวิจัยจึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ หุ้น PTTEP ให้ราคาเป้าหมายที่ 165 บาท โดยมองว่าผลประกอบการที่อ่อนตัวในไตรมาสแรกอาจเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้นต่อราคาหุ้น หลังจากปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยังแข็งแกร่ง และกำไรในไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มกลับมาเติบโตโดดเด่น ซึ่งจะช่วยหนุนให้กำไรทั้งปี 2569 สูงกว่าปีก่อน และเพิ่มโอกาสในการจ่ายเงินปันผลมากขึ้น

Back to top button