SET เช้าพุ่ง 21 จุด ขานรับ “สหรัฐ-อิหร่าน” พักรบ 2 สัปดาห์-ปลดล็อกฮอร์มุซ

ตลาดหุ้นไทยเช้านี้เปิดเช้าพุ่ง 20.62 จุด ขานรับข่าวดีระดับโลกหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ พร้อมเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซทันที


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (8 เม.ย.69) ตลาดหุ้นไทยเปิดภาคเช้าดัชนีตลาดหุ้นไทย ณ เวลา 10:00 น. อยู่ที่ 1,485.05 จุด เพิ่มขึ้น 20.62 จุด หรือบวก 1.41% สูงสุดที่ 1,488.34 จุด ต่ำสุดที่ 1,483.84 จุด มูลค่าการซื้อขาย 9,316.28 ล้านบาท โดยมีแรงซื้อกลับในหุ้นขนาดใหญ่ นำโดย DELTA, PTTEP, GULF

ทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ภายหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น และเป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

สำหรับปัจจัยในประเทศ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) หรือ EPPO เตรียมใช้พระราชกำหนด พ.ศ. 2516 กำหนดให้โรงกลั่นน้ำมันปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2.00 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันดีเซล B7 และไบโอดีเซล B20 แทนการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนราคา เบื้องต้นคาดว่าราคาดีเซล B7 หน้าสถานีบริการจะปรับลดลงประมาณ 2.14 บาทต่อลิตร รวมภาษี ขณะที่ราคาดีเซล B20 อาจปรับลดลงมากกว่า 12.00 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้มีการใช้ B20 เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวถูกมองเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นในกลุ่มโรงกลั่น แต่คาดว่าผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการประหยัดน้ำมัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะมีปริมาณน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ โดยหนึ่งในแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือการปิดสถานีบริการน้ำมันในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. ซึ่งหากมีการนำมาใช้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการหลังวันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

ด้านกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย นักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างชัดเจน โดยมียอดซื้อสุทธิรวม 2,714 ล้านบาท ขณะที่ตลาดตราสารหนี้มีเงินทุนไหลออกสุทธิ 450 ล้านบาท สะท้อนภาพการเลือกลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นในช่วงสั้น

ส่วนค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.50/55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากวันก่อนหน้า โดยระหว่างวันเคลื่อนไหวในกรอบ 32.49-32.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในวันที่ 8 เมษายน 2569 ตลาดยังคงติดตามความชัดเจนของเส้นตายระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุนในระยะถัดไป

Back to top button