“ชัยยศ” มอง SET ฟื้น รับสงบศึก “ตะวันออกกลาง” แนะเก็บกลุ่มไฟแนนซ์-เลี่ยงพลังงานต้นน้ำ

“ชัยยศ จิวางกูร” ประเมินวิกฤตตะวันออกกลางคลี่คลาย หนุน SET ฟื้นตัวรับข่าวบวก คาดปรับขึ้น 1-2% แตะ 1,480-1,490 จุด แนะเลี่ยงพลังงานต้นน้ำหลังน้ำมันร่วง ชู "ไฟแนนซ์" เด่นรับบอนด์ยีลด์ลงและรอลุ้นมาตรการรัฐ


นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ประจำวันที่ 8 เมษายน 2569 ถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลายและมีแนวโน้มนำไปสู่การเจรจา ถือเป็นปัจจัยบวกที่ชัดเจนต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น

ทั้งนี้ ประเมินว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีโอกาสตอบรับเชิงบวก โดยคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 1.0 – 2.0% หรือแกว่งตัวในกรอบ 1,480 – 1,490 จุด แม้ในระยะสั้นอาจจะยังไม่ถึงระดับ 1,500 จุดก็ตาม

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงกว่า 8% ส่งผลให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนกลุ่มพลังงานต้นน้ำ อาทิ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU รวมถึงกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และปิโตรเคมีที่เคยปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน เช่น ยางพารา และเอทานอล ในทางกลับกัน กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า, กลุ่มไฟแนนซ์, สายการบิน, การท่องเที่ยว และนิคมอุตสาหกรรม

ส่วนของประเด็นที่ภาครัฐขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นในการลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลลง 2 บาทต่อลิตรนั้น KSS มองว่าส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มโรงกลั่นจริง แต่น้อยกว่าความกังวลก่อนหน้านี้ที่คาดว่ารัฐบาลจะเข้ามาควบคุมค่าการกลั่นโดยตรง โดยประเมินผลกระทบเบื้องต้นอยู่ที่ราว 100-200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่รุนแรงนัก ประกอบกับปัจจุบันค่าการกลั่นของทั้งน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันอากาศยาน ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงมาก จึงถือเป็นปัจจัยลบที่จำกัด

ด้านความคาดหวังต่อนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ปัจจุบันนักลงทุนให้น้ำหนักและมีความคาดหวังอย่างมากต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลดค่าครองชีพ เนื่องจากปัญหาต้นทุนสินค้าและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชนฐานราก ตลาดจึงรอดูความชัดเจนของมาตรการต่างๆ เช่น โครงการลดค่าครองชีพ, สินค้าธงฟ้า หรือโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งหากออกมาตรการได้เร็ว จะช่วยบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้คึกคักขึ้นได้

ส่วนการพิจารณานำกองทุน Thai ESG เข้ามาพยุงตลาดหุ้นนั้น คาดว่าอาจจะยังไม่ใช่เป้าหมายหลักในระยะสั้นนี้ เนื่องจากรัฐบาลน่าจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาพลังงานและค่าครองชีพเป็นลำดับแรก ประกอบกับพื้นฐานของดัชนีหุ้นไทยในปัจจุบันยังถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับภูมิภาค

นายชัยยศ กล่าวทิ้งท้ายถึงกลุ่มการท่องเที่ยวว่า แม้จะมีบรรยากาศเชิงบวกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่คลี่คลาย แต่ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน ช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ยังถือเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) KSS จึงไม่ได้ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มนี้มากนัก แต่ให้น้ำหนักความน่าสนใจไปที่ “กลุ่มไฟแนนซ์” เนื่องจากมีปัจจัยหนุนที่ชัดเจนกว่า ทั้งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เตรียมจะออกมา และทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวลดลง ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการของกลุ่มไฟแนนซ์ให้ฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น

Back to top button