
รู้ผลใน 24 ชม.! ทรัมป์เดินหน้าเจรจา “อิหร่าน” ที่ปากีสถาน ขู่ถล่มซ้ำหากข้อตกลงพัง
"โดนัลด์ ทรัมป์" เผยการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปากีสถานจะรู้ผลใน 24 ชั่วโมง ลั่นช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดอัตโนมัติ พร้อมขู่เตรียมนำเรือรบถล่มอิหร่านซ้ำหากเจรจาล้มเหลว ด้านนักวิเคราะห์ชี้ข้อตกลงยังเปราะบาง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (10 เม.ย.) ว่า คณะผู้เจรจาของสหรัฐฯ เตรียมเข้าร่วมหารือกับตัวแทนฝ่ายอิหร่านที่ประเทศปากีสถานในวันนี้ (11 เม.ย.) โดยมีวาระสำคัญเกี่ยวกับการผลักดันให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พร้อมระบุอย่างมั่นใจว่า เส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกแห่งนี้จะสามารถเปิดกลับมาใช้งานได้ในไม่ช้า และจะเกิดขึ้น “โดยอัตโนมัติ” ไม่ว่าทางอิหร่านจะให้ความร่วมมือหรือไม่ก็ตาม
นายทรัมป์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ช่องแคบดังกล่าวจะเปิดโดยอัตโนมัติ และต่อมาได้เน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นของเขาว่าจะสามารถเปิดได้ในไม่ช้า โดยระบุว่า “ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว และหากไม่เป็นเช่นนั้น เราก็จะสามารถจัดการให้จบลงได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า ประเด็นหลักและเป้าหมายสำคัญที่สุดของการทำข้อตกลงกับอิหร่าน คือการสร้างความมั่นใจว่าอิหร่านจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ โดยเขากล่าวว่า “การไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ นั่นคือ 99% ของข้อตกลงทั้งหมด”
ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับ เดอะ นิวยอร์ก โพสต์ (The New York Post) ว่า ผลลัพธ์ของการเจรจากับอิหร่านจะมีความชัดเจนภายในระยะเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า เรือรบของสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการบรรจุอาวุธใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากการเจรจาสันติภาพในปากีสถานครั้งนี้ประสบความล้มเหลว
ทางด้านความเคลื่อนไหวของอิหร่าน ได้มีการประกาศในวันศุกร์ว่า กองทัพอิหร่านยังคงอยู่ในภาวะเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด เช่นเดียวกับช่วงที่มีการสู้รบแบบไม่สมมาตรที่ยืดเยื้อมานาน 40 วัน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเตรียมรับมือกับการละเมิดข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสหรัฐฯ และอิสราเอล
ทั้งนี้ แม้ว่าสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ต่างก็ออกมาประกาศชัยชนะในสงครามครั้งนี้ แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังคงมองว่า ข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันยังมีความเปราะบางอย่างมาก นอกจากนี้ ความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์และความแตกต่างที่ฝังรากลึกระหว่างแต่ละฝ่าย จะส่งผลให้การบรรลุข้อตกลงสันติภาพแบบถาวรเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่งในการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น

