
“เครื่องดื่ม” เด่นรับอากาศร้อนจัด กางโผ 5 หุ้นอัพไซด์เกิน 20%
หุ้นกลุ่มเครื่องดื่มกลับมาโดดเด่นรับอากาศร้อนจัด หลังโบรกประเมินยอดขายและผลประกอบการไตรมาส 1-2 ปี 2569 มีแนวโน้มฟื้นตัว พร้อมกางโผ 5 หุ้นเด่นที่ยังมีอัพไซด์เกิน 20% จากราคาเป้าหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หุ้นกลุ่มเครื่องดื่มกลับมาเป็นหนึ่งในธีมลงทุนที่น่าจับตาในช่วงหน้าร้อนปี 2569 หลังหลายพื้นที่ของไทยมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิสูงแตะ 42-43 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ส่งผลบวกต่อการบริโภคเครื่องดื่มทั้งน้ำดื่ม น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ชาพร้อมดื่ม กาแฟเย็น และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะสินค้าพร้อมบริโภคที่จำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อและค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนยอดขายและรายได้ของผู้ประกอบการในไตรมาส 2/2569 ให้เร่งตัวตามฤดูกาล
อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังต้องติดตามแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งราคาน้ำตาล บรรจุภัณฑ์ พลังงาน และค่าขนส่ง ที่อาจกระทบอัตรากำไรของบางบริษัทได้ โดยหุ้นกลุ่มเครื่องดื่ม อาทิ ICHI, SAPPE, OSP, CBG, TACC รวมถึง CPALL และ COCOCO กลับมาอยู่ในความสนใจ
โดย บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมิน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 8.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.3% จากไตรมาสก่อน และ 7.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากยอดขายสาขาเดิมที่กลับมาเป็นบวกประมาณ 1.5% รับแรงหนุนจากการบริโภค ช่วงเทศกาล สภาพอากาศร้อน และยอดขายเครื่องดื่มที่ดีขึ้น พร้อมคงประมาณการกำไรปี 2569 เติบโต 7.23% และคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60.00 บาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE ถูกมองว่าเริ่มผ่านจุดต่ำสุดของผลประกอบการไปแล้ว โดยคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90% จากไตรมาสก่อน และ 3% จากปีก่อน ตามยอดขายที่ฟื้นตัวในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐ ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโตต่อจากไตรมาสก่อน แม้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ยังเป็นแรงกดดันระยะสั้น ฝ่ายวิจัยจึงคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ 1.02 พันล้านบาท เติบโต 29% พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 42.00 บาท
ส่วน บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ประเมินว่าแนวโน้มไตรมาส 1/2569 ของ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP กลับมาฟื้นตัว จากยอดขายในประเทศที่กลับมาเติบโต หลังฐานปีก่อนต่ำ ประกอบกับอากาศร้อนและมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ราว 1.01 พันล้านบาท แม้ลดลงจากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อน และหากตัดรายการพิเศษออก กำไรหลักยังเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ขณะที่ภาพรวมปี 2569 ยังได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศและการฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศบางส่วน จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท
รวมถึง บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG แม้เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น แต่บล.ทิสโก้ มองว่ายังมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์ในประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอากาศร้อนที่หนุนยอดขายเครื่องดื่ม โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 663 ล้านบาท ลดลง 13% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 365% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ทั้งปี 2569 คาดกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน จึงปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จาก “ถือ” ให้ราคาเป้าหมายใหม่ 49.00 บาท แม้ยังต้องติดตามต้นทุนที่อาจเร่งตัวตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป
สำหรับ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 9.10 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน จากแรงหนุนของผลิตภัณฑ์น้ำด่าง การเติบโตของแบรนด์ในประเทศ และทิศทางส่งออกไปลาวและมาเลเซีย ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 1 ปี 2569 คาดเติบโตจากปีก่อนตามอุปสงค์ตามฤดูกาลและ Product mix ที่ดีขึ้น โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 17.70 บาท และยกให้เป็นหุ้นเด่นที่สุดในกลุ่มเครื่องดื่มไทยสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่า บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน จากการขยายสาขา 7-Eleven และร้านกาแฟพันธุ์ไทยต่อเนื่อง รวมถึงการออกสินค้าใหม่ เช่น มัทฉะ และน้ำผึ้งมะนาว ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตตามปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” แม้ปรับลดราคาเหมาะสมลงมาอยู่ที่ 6.20 บาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO ปัจจัยบวกระยะถัดไปจะมาจากโรงงานใหม่ในฟิลิปปินส์ที่จะเริ่มเดินเครื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบและเพิ่มเสถียรภาพอัตรากำไรขั้นต้นในระยะยาว อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำเพียง “ถือ” ให้มูลค่าพื้นฐาน 5.80 บาท โดยมองว่านักลงทุนควรรอความชัดเจนของการฟื้นตัวในยอดส่งออกน้ำมะพร้าวก่อนเข้าลงทุนเพิ่ม

