
“กรภัทร” ชี้ SET ผันผวน! ก่อนหยุดยาว ชู PTT-SCC-PTTGC เด่น ลุ้น DELTA พ้นแคชบาลานซ์
“กรภัทร วรเชษฐ์” ประเมิน SET วันนี้แกว่งผันผวนในกรอบ 1,475-1,510 จุด หลังนักลงทุนลดเสี่ยงก่อนหยุดยาว แต่ยังได้แรงหนุนจากหุ้นพลังงาน-ธนาคารประคองตลาด พร้อมแนะนำ Top Picks ได้แก่ PTT, SCC และ PTTGC พ่วงจับตา DELTA หลังสิ้นสุดมาตรการ Cash Balance วันนี้ และโอกาสกระทบ SET50 หากกลับมาติดอีกในเดือนพฤษภาคม
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว คาดว่าจะมีแรงปรับสถานะการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงบางส่วน เนื่องจากนักลงทุนอาจระมัดระวังการถือครองหุ้นข้ามช่วงวันหยุดยาว 4 วันติด
อย่างไรก็ตามมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมยังอยู่ในลักษณะ “กลางถึงบวก” แม้ระยะสั้นจะมีปัจจัยกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นมาใกล้ระดับ 4.5-4.6% รวมถึงความกังวลด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดในระยะถัดไป
ทั้งนี้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นยังถือเป็นปัจจัยบวกต่อกำไรของตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน หากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีไม่เกินระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะยังสนับสนุนการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยให้ดีขึ้นได้ โดยล่าสุดกำไรตลาดหุ้นไทยถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นวัฏจักรเชิงบวกที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน
ขณะเดียวกัน ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศออกมาในช่วงแรกยังออกมาดีกว่าคาด โดยจาก 20 บริษัทแรก พบว่า 17 บริษัทมีกำไรดีกว่าคาด และภาพรวมกำไรสูงกว่าประมาณการตลาดราว 14%
นายกรภัทรกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกปัจจัยบวกเชิงโครงสร้าง คือ ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในไตรมาส 1/2569 ที่สูงถึงประมาณ 1 ล้านล้านบาท เทียบกับทั้งปี 2568 ที่อยู่ราว 1.87 ล้านล้านบาท โดยสัดส่วนสูงถึง 80% เป็นการลงทุนในกลุ่ม Infratech และ AI-related สะท้อนสัญญาณการเริ่มต้นของวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET วันนี้ ผันผวนในกรอบโดยประเมินแนวต้านบริเวณ 1,510 จุด และแนวรับที่ 1,480 จุด รวมถึง 1,475 จุด โดยคาดว่าตลาดอาจมีจังหวะบวกจากหุ้นพลังงานและธนาคาร แต่ช่วงท้ายตลาดยังต้องติดตามแรงลดความเสี่ยงของนักลงทุนก่อนหยุดยาว โดยหุ้นแนะนำ Top Picks วันนี้ได้แก่ PTT,SCC และ PTTGC
ส่วนประเด็นหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA วันนี้ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ Cash Balance เป็นวันสุดท้าย นายกรภัทรมองว่า DELTA มีโอกาสหลุดจากมาตรการ Cash Balance หลังผลประกอบการล่าสุดออกมาสอดคล้องกับคาดการณ์ และคาดว่าสัปดาห์หน้าจะกลับมาซื้อขายตามเกณฑ์ปกติ
อย่างไรก็ดีตลอดเดือนพฤษภาคมยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหาก DELTA กลับมาติด Cash Balance แม้เพียงบางช่วงของเดือนอาจกระทบต่อเกณฑ์สภาพคล่องที่ใช้พิจารณาการอยู่ในดัชนี SET50
โดยหาก DELTA หลุดจาก SET50 อาจทำให้ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากการปรับพอร์ตของกองทุน ทั้ง Passive Fund และ Active Fund ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงขาย DELTA ก่อนที่เม็ดเงินจะทยอยกระจายไปยังหุ้นขนาดใหญ่ตัวอื่น เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT
ทั้งนี้คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินไหลออกมา “ระดับหมื่นล้านบาท” แบ่งเป็นเม็ดเงินจาก Passive Fund (กองทุนที่ลงทุนตามดัชนี) ประมาณ 6,000 ล้านบาท (คำนวณจากน้ำหนัก 10% ของมูลค่ากองทุนรวมประมาณ 6 หมื่นล้านบาท) และยังมีเม็ดเงินจาก Active Fund ที่ต้องปรับพอร์ตตามอีกอย่างน้อยเท่าตัว,
ขณะที่ประเด็นหุ้นปิโตรเคมี นายกรภัทรระบุว่า มุมมองต่อกลุ่มปิโตรเคมียังเป็นบวก โดยเฉพาะกระแสการควบรวมและปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในเอเชีย หลังหลายประเทศเผชิญการแข่งขันสูงและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มอำนาจต่อรองด้านวัตถุดิบ และปรับโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นกรณีความร่วมมือระหว่าง SCC และ PTTGC มองว่าการร่วมมือกันครั้งนี้เป็น “Win-Win Solution” สำหรับทั้งสองฝ่าย
สำหรับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ผลประกอบการล่าสุดออกมาดีกว่าตลาดคาดราว 20% โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่มีส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ดีขึ้น ต้นทุนและผลขาดทุนจากสต็อกลดลง รวมถึงธุรกิจซีเมนต์ในประเทศที่สามารถปรับขึ้นราคาได้ ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังเห็นสัญญาณมาร์จิ้นปรับตัวดีขึ้นจากการแข่งขันในอินโดนีเซียที่ลดลง

