โบรกชี้ TOP กระทบระยะสั้น หลังรัฐคุมส่งออก “ดีเซล–เจ็ท”

โบรกฯ ชี้ TOP รับผลกระทบเชิงลบระยะสั้น จากปมเตรียมหั่นกำลังการผลิตโรงกลั่น เซ่นมาตรการรัฐห้ามส่งออกน้ำมัน “ดีเซล-เจ็ท” คาดกระทบรายได้สูงสุด 370 ล้านบาท/วัน แนะนักลงทุนระมัดระวัง


บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา TOP ได้ออกจดหมายแจ้งไปยังลูกค้าว่าบริษัทอาจมีความจำเป็นต้องลดอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นลง โดยมีสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดทางด้านพื้นที่การจัดเก็บ และผลกระทบจากมาตรการของภาครัฐที่ห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป

ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยังผู้บริหารของ TOP ทางฝ่ายวิเคราะห์ได้รับการยืนยันว่าประเด็นดังกล่าวเป็นความจริง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้ดำเนินการปรับลดกำลังการผลิตแต่อย่างใด โดยยังคงเดินเครื่องการผลิตที่ระดับ 110% แต่หากสถานการณ์บีบบังคับให้มีความจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิต จะสามารถแบ่งการประเมินผลกระทบออกเป็น 2 กรณี ได้แก่

กรณีที่ 1: หากภาครัฐยังคงไม่อนุญาตให้มีการส่งออกทั้งน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน (Jet) บริษัทจะต้องปรับลดกำลังการผลิตลงเหลือระดับ 85-90% ซึ่งประเมินว่าจะส่งผลกระทบคิดเป็นมูลค่าราว 370 ล้านบาทต่อวัน

กรณีที่ 2: หากภาครัฐอนุญาตให้สามารถส่งออกน้ำมันอากาศยาน (Jet) ได้ แต่ยังคงห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทคิดเป็นมูลค่า 185 ล้านบาทต่อวัน

นอกจากนี้ บทวิเคราะห์ยังประเมินด้วยว่า TOP จะเป็นโรงกลั่นแห่งแรกที่ต้องดำเนินการลดกำลังการผลิต เนื่องจากมีสัดส่วนผลผลิตน้ำมันอากาศยาน (Jet) สูงถึงราว 20% และน้ำมันดีเซลอีก 37% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ขณะที่โรงกลั่นแห่งอื่นๆ อาจได้รับผลกระทบในระยะเวลาถัดไป โดยกลุ่มโรงกลั่นที่มีความเสี่ยงเป็นลำดับต่อไปคือกลุ่มที่ใช้กระบวนการกลั่นแบบไฮโดรแครกเกอร์ (Hydrocracker) อาทิ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

จากปัจจัยกดดันทั้งหมดที่กล่าวมา ฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่าจะก่อให้เกิดบรรยากาศ (Sentiment) เชิงลบต่อความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น TOP ในช่วงสั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุนระยะนี้

Back to top button