“บัวหลวง” ชู CPALL-ADVANC-WHA-GUNKUL รับเทรนด์กักตุนสินค้า-ประหยัดพลังงาน

บล.บัวหลวง เผยผลสำรวจ Primary Research EP.6 พบแรงกดดันจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานเริ่มส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคไทยอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ความเสี่ยงเชิงมหภาคอีกต่อไป พบ 66% เริ่มปรับตัวรับมือสินค้าแพง แนะกลยุทธ์ลงทุนเลือกหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการกักตุนสินค้า-เทรนด์ประหยัดพลังงาน ชู CPALL, ADVANC, WHA และ GUNKUL เด่น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยรายงาน Primary Research EP.6 ภายใต้หัวข้อ “The Cost of Living Just Got Real” ซึ่งจัดทำขึ้นจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคจำนวน 743 คน โดยผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ส่งผ่านจากปัจจัยเชิงทฤษฎีไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่รับรู้ถึงการปรับขึ้นของราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน โดย 66% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าได้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย ขณะเดียวกันกว่า 66% หันมาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นล่วงหน้าเพื่อกักตุนสินค้า นอกจากนี้ ประมาณ 41% เลือกที่จะลดการเดินทางและใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย

ในด้านโครงสร้างการใช้จ่าย พบว่าหมวดสินค้าฟุ่มเฟือยเป็นรายการแรกที่ถูกปรับลด โดยมีสัดส่วนถึง 65% รองลงมาคือค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวที่ 53% สะท้อนถึงการจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายใหม่ภายใต้ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น

จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าว ฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะส่งผลต่อแนวโน้มของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมแตกต่างกัน โดยกลุ่มที่มีมุมมองเชิงบวก ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าจำเป็นและการกักตุนสินค้า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ที่ได้ประโยชน์จากพฤติกรรมการอยู่บ้านมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการอินเทอร์เน็ตและดาต้าเพิ่มขึ้น บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

รวมถึง บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ซึ่งโดดเด่นจากความสนใจติดตั้ง Solar Rooftop ที่เพิ่มขึ้นเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า และกลุ่มผู้เล่นตามแนวโน้ม EV อย่าง บริษัท คิง เจน จำกัด (มหาชน) หรือ KGEN และ บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC ที่มีโอกาสเติบโตในระยะกลางถึงระยะยาว

ในทางกลับกัน ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังต่อกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงจากการลดลงของปริมาณผู้ใช้บริการ (Traffic) และกำลังซื้อที่อ่อนตัวลง ได้แก่ กลุ่มขนส่งและการเดินทาง อาทิ สายการบิน (บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA) ระบบขนส่งมวลชน (บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  หรือ BEM)

และค้าปลีกน้ำมัน (บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)  หรือ OR, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG) รวมถึงกลุ่มบริการและสันทนาการ เช่น โรงแรมและการท่องเที่ยวในประเทศ (บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW) และร้านอาหารระดับพรีเมียม (บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ, บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO) ตลอดจนกลุ่มการเงินและค้าปลีก โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภคและบัตรเครดิต เช่น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกลดรายจ่ายมากกว่าการก่อหนี้เพิ่มเติม รวมถึงธุรกิจห้างสรรพสินค้าและสินค้าแฟชั่น

รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้าง และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางการลงทุนในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมต่อไป

Back to top button