“FSS-KKPS” เชียร์ PTTGC อัพเป้าใหม่ 45.60 บ. ลุ้น Q2 โตต่อเนื่อง รับอานิสงส์โอเลฟินส์ฟื้น

“ฟินันเซีย-KKPS” มองบวก PTTGC หลังไตรมาส 1/2569 โชว์กำไรแข็งแกร่ง รับแรงหนุนค่าการกลั่นพุ่ง ธุรกิจปิโตรเคมีฟื้น ขณะที่ KKPS ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 45.60 บาท พร้อมลุ้นผลงานไตรมาส 2/2569 โตต่อจากแรงหนุนธุรกิจโอเลฟินส์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กลับมาเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์ หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 พลิกฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ จากแรงหนุนของธุรกิจโรงกลั่นที่ได้อานิสงส์ค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นแรง ธุรกิจปิโตรเคมีเริ่มฟื้นตัว และการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายหุ้น Thai Tank Terminal ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2/2569 ยังมีแรงส่งต่อ โดยเฉพาะสายโอเลฟินส์ที่คาดว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของกำไร

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS ระบุในบทวิเคราห์วันนี้(6 พ.ค.69) ว่า PTTGC รายงานกำไรสุทธิไตรมาว 1/69 ที่ 3.2 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 5.5 พันล้านบาทในไตรมาส 4/69 สูงกว่าตลาดคาด 21% จาก Market GRM ที่สูงกว่าคาดมาก และบันทึกกำไรจากการขายหุ้น Thai Tank Terminal มากกว่าคาด

โดยธุรกิจโรงกลั่นมี Market GRM เฉลี่ยสูงถึง 16 เหรียญ/บาร์เรล (ตลาดคาด 11-12 เหรียย/บาร์เรล) กระโดดขึ้นจาก 7.9 เหรียญ/บาร์เรล ในไตรมาส 4/68 และ 8.3 เหรียญ/บาร์เรล และกำลังการกลั่นของโรงกลั่นที่กลับสู่ภาวะปกติที่ 103% หลังโรงกลั่นหยุดซ่อมชั่วคราวในไตรมาส 4/68ฃ

ขณะเดียวกันบริษัทมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 7,182 ล้านบาท จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นกว่า 50 เหรียญ/บาร์เรล แต่เนื่องจาก PTTGC ได้มีการทำ Hedging ทั้ง product spread และน้ำมันดิบ จึงทำให้มีขาดทุนจากการทำป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ราว 7,991 ล้านบาท เพราะราคาน้ำมันดิบและ spread ปรับขึ้นส่วนทางกับที่ทำ Hedging ไว้

ธุรกิจปิโตรเคมีดีขึ้นตามคาด โดยเฉพาะสายโอเลฟินส์ดีขึ้นเล็กน้อยจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับลงเล็กน้อย ขณะที่การปรับขึ้นราคาขายเม็ดพลาสติกส์ยังไม่เห็นผลชัดเจน เนื่องจากมี time lag และคาดจะเห็นผลบวกตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป  ส่วนสายอะโลเมติกส์ดีขึ้นจากทั้ง spread productsที่ดีขึ้นและปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นหลังหยุดซ่อมไตรมาสที่ผ่านมา

หากไม่รวมรายการพิเศษที่เป็นขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุน 6,561 ล้านบาท หักด้วยกำไรจากการขายหุ้น Thai Tank terminal ราว 3,301 ล้านบาท สุทธิแล้วเป็นขาดทุนจากรายการพิเศษ 3,260 ล้านบาท และ FX gain อีก 1 พันล้านบาทจะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 6.35 พันล้านบาท เทียบกับขาดทุน 5 พันล้านบาท ในไตรมาส 4/68 และ 3.9 พันล้านบาทในไตรมาส 1/68

แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/69 จะดีกว่าไตรมาส 1/69 นำโดยธุรกิจปิโตเคมีสายโอเลฟินส์ที่จะมีกำไรกว่า 8-9 พันล้านบาทหนุนจากราคาขายเม็ดพลาสติกส์ PE/PP ที่ปรับเพิ่มขึ้น 60-70% ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นเชื่อว่าค่าการกลั่นจะปรับลงค่อนข้างมากจากราคาต้นทุนน้ำมันดิบ (Crude Premium) ที่ปรับสูงขึ้นมากตามตลาดโลก บวกกับการถูกปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น แต่ไม่ถึงขั้นที่จะทำให้ค่าการกลั่นติดลบและเชื่อว่าน่ายังอยู่ในระดับที่สามารถทำกำไรได้ อีกทั้งจากราคาน้ำมันดิบปัจจุบันยืนสูงกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรล เท่ากับราคาปิดตอนสิ้นงวดไตรมาส 1/69  ดังนั้นจึงไม่น่าจะมี stock gain แต่หากสิ้นไตรมาส 2/69 ราคาน้ำมันดิบต่ำกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรล ก็จะเกิด stock loss ได้ เช่นเดียวกันกับ Hedging ถ้าราคา oil spread product ปรับลงก็จะเป็น gain  นอกจากนี้ไม่น่าจะมี asset impairment เพิ่ม ดังนั้นน่าจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ เพื่อเก็งกำไรงบไตรมาส 2/69 จะออกมาดีมากอย่างมีนัยสำคัญ 

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ระบุในบทวิเคราห์วันนี้(6 พ.ค.69) ว่า ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของ PTTGC ขึ้น 12.5% สู่ระดับ 45.60 บาทต่อหุ้น จากเดิม 40.50 บาทต่อหุ้น พร้อมยืนยันคำแนะนำ “ซื้อ”

การปรับเพิ่มนี้สะท้อนถึงกำไรที่แข็งแกร่งกว่าคาดในไตรมาสแรกปี 2569 ทิศทางราคาน้ำมันที่เอื้ออำนวย และปัจจัยพื้นฐานการกลั่นที่ดีขึ้น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ยังดำเนินอยู่

การขยับราคาเป้าหมายขึ้นครั้งนี้อาศัยสมมติฐานมูลค่าที่สูงขึ้น โดยบริษัทได้ปรับ P/E ratio จาก 10.5 เท่า เป็น 13.3 เท่า ถือเป็นระดับสูงสุดในช่วงการซื้อขายในอดีตของ PTTGC การปรับนี้ทำให้มูลค่าอ้างอิงจาก P/E เพิ่มเป็น 26.7 บาทต่อหุ้น และมูลค่าตามวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) อยู่ที่ 46 บาทต่อหุ้น ขณะที่มูลค่าตามราคาต่อบุ๊ค (P/B) ยังคงเดิมที่ 63.4 บาทต่อหุ้น

โดยผลประกอบการหลักของ PTTGC พลิกฟื้นอย่างชัดเจนจากขาดทุนสุทธิ 3.7 พันล้านบาทในไตรมาส 4/2568 มาเป็นกำไร 6.0 พันล้านบาทในไตรมาส 1/2569 ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากส่วนต่างกำไรขั้นต้นจากการกลั่น (gross refining margin: GRM) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และส่วนต่างอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น จากผลของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ช่วยขยายส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ โดย GRM ตลาดพุ่งจาก 7.9 ดอลลาร์/บาร์เรลในไตรมาส 4/2568 เป็น 16.7 ดอลลาร์/บาร์เรลในไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้ EBITDA ของธุรกิจกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 1.8 พันล้านบาท เป็น 8.9 พันล้านบาท

โดย EBITDA ของกลุ่มอะโรเมติกส์ก็สูงขึ้นอย่างมีนัยยะ โดยส่วนต่างปรับเพิ่มเป็น 276 ดอลลาร์/ตัน ด้าน EBITDA ของกลุ่มโอเลฟินส์ปรับตัวสูงขึ้นจาก 437 ล้านบาท เป็น 2.3 พันล้านบาท ด้วยแรงหนุนจากการไหลเวียนของวัตถุดิบเอเทนที่ดีขึ้นและส่วนต่างที่ดีขึ้น PTTGC คาดว่ากลุ่มโอเลฟินส์จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของกำไรในไตรมาส 2/69 ซึ่ง EBITDA มีแนวโน้มจะเกิน 3 พันล้านบาท นอกจากนี้การไม่มีรายการด้อยค่าทรัพย์สิน (impairment charges) และขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (hedging losses) ยังช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2569 เช่นกัน

Back to top button