“พบชัย” มอง SET ไซด์เวย์อัพ รับดีลสหรัฐ-อิหร่าน ชูท่องเที่ยว-โรงไฟฟ้า อานิสงส์น้ำมันลง

“พบชัย ภัทราวิชญ์” InnovestX มอง SET ไซด์เวย์อัพ รับสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อลงนาม MOU ยุติสงคราม หนุนเงินไหลกลับสินทรัพย์เสี่ยง ลุ้นดัชนีทดสอบ 1,640 จุดสัปดาห์นี้ พร้อมชูกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน ท่องเที่ยว โรงแรม และโรงไฟฟ้า รับอานิสงส์ราคาน้ำมันลดลง


เรียบเรียงเป็นข่าวกระชับให้นะคะ

นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (15 มิ.ย.69) ว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นภูมิภาค หลังมีข่าวเตรียมลงนาม MOU ยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างเป็นทางการ โดยมองกรอบดัชนีวันนี้แนวรับบริเวณ 1,600 จุด และแนวต้าน 1,615 จุด

ทั้งนี้ ประเมินว่าการปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยอาจไม่แรงเท่าตลาดหุ้นภูมิภาค เนื่องจากตลาดไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และโรงกลั่นค่อนข้างสูง ซึ่งอาจถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มที่เคยได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูง โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ DELTA และ HANA รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันลดลง

สำหรับภาพรวมสัปดาห์นี้ มองว่า SET Index มีโอกาสทยอยปรับขึ้น หรือ Sideway Up โดยมีโอกาสขยับขึ้นทดสอบบริเวณ 1,640 จุด หาก Sentiment ตลาดยังเป็นบวก แต่ยังต้องติดตามความคืบหน้าก่อนการลงนาม MOU ในวันศุกร์นี้ รวมถึงกระบวนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเก็บกู้วัตถุระเบิดและจัดการจราจรทางเรือ

นอกจากนี้สัปดาห์นี้ต้องติดตามการประชุมของธนาคารกลาง โดยเฉพาะ BOJ (ญี่ปุ่น) ที่คาดว่าอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% รวมถึง Fed (สหรัฐฯ) และ BOE (อังกฤษ) ที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่ต้องจับตาดูความเห็นของคณะกรรมการแต่ละแห่งเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มคลี่คลายในเชิงบวก ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง

ขณะที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาแถว 32.54 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนหนึ่งมาจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า และแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้าตลาดหุ้นไทย หลังวันศุกร์ที่ผ่านมาซื้อสุทธิราว 4,000 ล้านบาท สะท้อนเม็ดเงินต่างชาติเริ่มโยกกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยง หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าซัพพลายเชนโลกอาจยังไม่กลับสู่ภาวะปกติทันที แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้ เนื่องจากยังมีเรือจำนวนมากรอการขนส่งและต้องใช้เวลาจัดระเบียบการเดินเรือ โดยคาดว่าอาจใช้เวลาราวครึ่งเดือนถึง 1 เดือน ก่อนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้ออาจยังคงอยู่ต่อเนื่องอีก 1-2 เดือน หรืออาจยืดถึงช่วงปลายไตรมาส 3/2569

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำระมัดระวังหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โรงกลั่น และปิโตรเคมี เนื่องจากมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ปรับลงและอาจเกิดขาดทุนสต๊อกน้ำมัน ขณะที่หุ้นค้าปลีกน้ำมัน เช่น OR มีโอกาสได้รับผลบวกจากค่าการตลาดที่ดีขึ้น รวมถึงกลุ่มสนามบิน สายการบิน ท่องเที่ยว โรงแรม และโรงไฟฟ้า ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานลดลง

Back to top button