
จังหวะเก็บ! 2 หุ้นโรงแรม CENTEL-ERW ราคาลงลึก-กำไรแกร่ง
KS แนะนำ "ซื้อ" 2 หุ้นเด่นกลุ่มท่องเที่ยว CENTEL และ ERW ชี้เป็นจังหวะเข้าลงทุนหลังราคาหุ้นร่วงแรง 23% จากประเด็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ประเมินทิศทางกำไรยังแข็งแกร่ง
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์กสิกรไทย เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ถึงทิศทางการลงทุนในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โดยระบุว่า ฝ่ายวิจัยมีความชื่นชอบหุ้นกลุ่มโรงแรมมากกว่ากลุ่มสนามบินและสายการบิน ซึ่งมองเห็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นโรงแรมที่มีความยืดหยุ่นของกำไรเป็นอย่างดี เช่น บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL และ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW จากการศึกษาของฝ่ายวิจัยพบว่า ตลาดมีการตอบสนองที่มากเกินไปต่อการปรับตัวของราคาหุ้นของทั้งสองบริษัท โดยราคาหุ้นของ CENTEL และ ERW ได้ปรับตัวลดลงถึง 23% นับตั้งแต่เริ่มเกิดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ในขณะที่การปรับประมาณการกำไรล่วงหน้าของฝ่ายวิจัย ได้สะท้อนถึงความเสี่ยงขาลง (Downside) จากราคาน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความต้องการเดินทางที่เริ่มชะลอตัวลงไปแล้ว
สำหรับ CENTEL ฝ่ายวิจัยให้คำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินราคาเป้าหมายที่ 38.24 บาท โดย CENTEL ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมากที่สุดถึง 23% นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจะยังคงมีความยืดหยุ่น แม้ว่าจะมีการปรับลดประมาณการกำไรปกติในปี 2569 ลง 14.6% ก็ตาม โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากฐานที่ต่ำเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และการขยายพอร์ตโรงแรมในมัลดีฟส์ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตของกำไรในปี 2569 ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้ทำการปรับลดประมาณการกำไรปกติของ CENTEL สำหรับปี 2569 และ 2570 ลง 14.6% และ 4.8% ตามลำดับ พร้อมปรับลดราคาเป้าหมายเล็กน้อยจาก 45.12 บาท เป็น 38.24 บาท โดยอิงจากวิธีประเมินมูลค่าแบบ EV/EBITDA ล่วงหน้า 12 เดือนที่ระดับ 11.5 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับค่าเฉลี่ย 3 ปีของตลาด
ส่วนของ ERW ฝ่ายวิจัยให้คำแนะนำ “ซื้อ” เช่นเดียวกัน โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 3.02 บาท ทั้งนี้ คาดว่า ERW จะมีความเสี่ยงด้านการปรับตัวลงที่จำกัดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากสัดส่วนรายได้ 15% ที่มาจากเครือโรงแรม HOP INN ในประเทศไทย ซึ่งมีความพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยกว่า นอกจากนี้ ERW ยังมีสัดส่วนลูกค้าชาวจีนค่อนข้างสูง คิดเป็น 13% ของรายได้ที่ไม่รวมโรงแรม HOP INN ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ จึงทำให้ได้รับผลกระทบจากค่าโดยสารเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่า ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการกำไรปกติของ ERW สำหรับปี 2569 และ 2570 ลง 16.4% และ 9.8% ตามลำดับ พร้อมปรับลดราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ลง 8.2% จากเดิม 3.28 บาท เป็น 3.02 บาท โดยอิงค่า EV/EBITDA ล่วงหน้า 12 เดือนที่ระดับ 10.5 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีของตลาดอยู่ประมาณ 0.5–1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
โดย CENTEL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ 2,142.54 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 186.50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 747.85 ล้านบาท ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวของธุรกิจโรงแรมที่มีรายได้รวม 3,754 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายได้จากโรงแรมในมัลดีฟส์ ได้แก่ เซ็นทารา มิราจ ลากูน และเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน รวมถึงสาขาพัทยาและภูเก็ตที่เติบโตได้ดี ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมมีกำไรขั้นต้น 2,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิเฉพาะส่วนธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ 845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในส่วนของธุรกิจอาหารมีทิศทางฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีรายได้รวม 3,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมพลิกกลับมาเติบโต 1% จากที่เคยติดลบ 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ บริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 1,488 สาขา โดยกลยุทธ์สำคัญในไตรมาสนี้คือการบริหารพอร์ตโฟลิโออย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเริ่มรับรู้รายได้จากการรวมสาขาของแบรนด์ลัคกี้สุกี้และลัคกี้บาร์บีคิว ตลอดจนการขยายสาขาแบรนด์ที่เติบโตได้ดี เช่น อานตี้ แอนส์, ชินคันเซ็น ซูชิ และคัตสึยะ ควบคู่ไปกับการสั่งปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรอย่างชาบูตงและโยชิโนยะ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ ผลจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนและการปรับพอร์ตสาขาดังกล่าว ส่งผลให้ธุรกิจอาหารมีอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 56% หรือคิดเป็นกำไรขั้นต้น 1,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) อยู่ที่ 711 ล้านบาท ท้ายที่สุดหนุนให้ธุรกิจอาหารมีกำไรสุทธิ 232 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งความสำเร็จในการพลิกฟื้นอัตรากำไรของกลุ่มอาหารนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยหนุนภาพรวมผลประกอบการของ CENTEL ให้เติบโตอย่างโดดเด่นในไตรมาสแรก
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของ ERW ว่าจะมีกำไรหลักอยู่ที่ 382 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 10.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมประเมินไว้ที่ 2,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) โดยรวมในไตรมาสนี้ทรงตัวในระดับสูงถึง 87% แม้จะมีแรงกดดันจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางจากข้อจำกัดการเดินทาง แต่ก็ถูกชดเชยด้วยระยะเวลาการเข้าพักที่ยาวนานขึ้น ดันรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ปรับตัวสูงขึ้นแตะ 3,097 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้น 5.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากการเติบโตของรายได้แล้ว ERW ยังมีความสามารถในการควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะขยับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 49.6% เพิ่มขึ้นจากระดับ 48.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดี ในไตรมาสนี้บริษัทจะมีรายการค่าใช้จ่ายพิเศษจำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมจากการไถ่ถอนชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด แม้จะกดดันกำไรในระยะสั้น แต่จะส่งผลดีต่อโครงสร้างต้นทุนทางการเงินที่จะลดลงในระยะยาว ทางฝ่ายวิเคราะห์จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 3.30 บาทต่อหุ้น เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นที่ปรับลดลงมาได้สะท้อนความกังวลไปบางส่วนแล้ว ประกอบกับปัจจุบันหุ้นซื้อขายบนอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) คาดการณ์ปี 2569 ที่ 12 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 2 ปีที่ 16 เท่า ทำให้มูลค่าพื้นฐานมีความน่าสนใจในการเข้าลงทุน

