
PSGC เร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจ “พลังงาน-ทรัพยากร” รุก CLMV ปั้นรายได้แตะ 2 หมื่นล้านปี 78
PSGC เดินหน้าเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง สู่ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค สร้างฐานรายได้มั่นคงในกลุ่มประเทศ CLMV วางเป้ารายได้ขยายสู่ 20,000 ล้านบาทภายในปี 2578
นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของบริษัทเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวม 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 304% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 267.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 171% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 98.76 ล้านบาท ถือเป็นผลประกอบการสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท

ปัจจัยสำคัญมาจากการรับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเริ่มรวมผลประกอบการของบริษัท Nam Tien Limited Liability Company หรือ NT เข้ามาในงบการเงินรวมตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 หลัง PSGC เข้าถือหุ้นใน NT สัดส่วน 64% มูลค่า 23 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 750 ล้านบาท ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
นายเดวิด กล่าวอีกว่า ผลประกอบการที่ทำสถิติสูงสุดในไตรมาสแรก สะท้อนว่ายุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่าน PSGC จากผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจร ไปสู่ “ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค” กำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยธุรกิจใหม่จะช่วยสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่องมากขึ้น ลดการพึ่งพารายได้จากงานก่อสร้างเพียงอย่างเดียว และเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ หรือ Recurring Income ในระยะยาว

บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 มากกว่า 10,000 ล้านบาท และตั้งเป้าขยายรายได้สู่ระดับมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปีภายในปี 2578 โดยมองว่าความต้องการใช้พลังงานในภูมิภาค CLMV โดยเฉพาะลาวและเวียดนาม ยังเป็นโอกาสสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทในระยะยาว
นางสาวสมฤดี ห์ลีละเมียร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน PSGC กล่าวว่า โครงสร้างรายได้ไตรมาส 1/2569 เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน หลังเริ่มรวมงบ NT โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจทรัพยากรเกี่ยวกับพลังงาน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 64% ของรายได้รวม ขณะที่รายได้จากงานก่อสร้างคิดเป็น 25% และรายได้อื่นคิดเป็น 11%

ทั้งนี้ รายได้ในไตรมาสดังกล่าวประกอบด้วย รายได้จากสัญญาก่อสร้างประมาณ 645 ล้านบาท รายได้จากการขายของ NT จำนวน 1,675 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการ 110 ล้านบาท รวมถึงรายได้อื่น และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 128 ล้านบาท ขณะที่กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 242 ล้านบาท หลังหักส่วนของผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม หรือ NCI
สำหรับผลการดำเนินงานของ NT มีรายได้จากการขาย 1,675 ล้านบาท และมีกำไรขั้นต้นจากการขาย 215 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 12.80% ส่วนรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 110 ล้านบาท และมีกำไรขั้นต้นจากบริการ 17.09 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 13.60%
ด้านดร.ชัยยศ จิรบวรกุล กรรมการและกรรมการบริหาร PSGC กล่าวว่า PSGC มีประสบการณ์ในธุรกิจก่อสร้างมากว่า 40 ปี และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายธุรกิจจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว ซึ่งมีศักยภาพสูงด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติ

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ใน สปป.ลาว 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการ XPPL Expansion Phase 1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเหมืองถ่านหิน และโครงการ Resettlement Development Site ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่รองรับการตั้งถิ่นฐานใหม่ ครอบคลุมงานก่อสร้างบ้านเรือน ถนน ระบบสาธารณูปโภค โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
โครงการทั้ง 2 แห่งมีมูลค่าสัญญารวมมากกว่า 13,000 ล้านบาท โดยบริษัทรับรู้รายได้สะสมแล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท และยังมีงานในมือ หรือ Backlog เหลืออยู่มากกว่า 2,700 ล้านบาท สะท้อนว่าธุรกิจก่อสร้างยังเป็นฐานรายได้สำคัญในระยะข้างหน้า
สำหรับโครงการ XPPL Expansion Phase 1 มีมูลค่าสัญญาเกือบ 240 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 8,000 ล้านบาท ปัจจุบันรับรู้รายได้แล้วประมาณ 97% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2569 ส่วนโครงการ Resettlement Development Site มีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท คืบหน้าแล้วประมาณ 50% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2571
ดร.ชัยยศ กล่าวว่า PSGC จะต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านก่อสร้าง ไปสู่ธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ โดยตั้งเป้าให้โครงสร้างรายได้ในอนาคตมีความหลากหลายมากขึ้น ผ่าน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจพลังงาน
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการรุกธุรกิจทรัพยากรพลังงานภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ G2G Framework ระหว่างเวียดนามและ สปป.ลาว เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของเวียดนามที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการลงทุนจากต่างประเทศ
ภายใต้กรอบดังกล่าว เวียดนามมีเป้าหมายจัดซื้อถ่านหินจาก สปป.ลาว สูงสุด 10 ล้านตันต่อปี ไปจนถึงปี 2578 โดยมีการกำหนดปริมาณความต้องการซื้อชัดเจน ราคาซื้อขายอ้างอิงราคาตลาดโลก และแหล่งถ่านหินต้องมาจาก สปป.ลาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ PSGC เข้าไปมีบทบาทดำเนินงานอยู่ในปัจจุบัน
การลงทุนใน NT จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ PSGC ขยายบทบาทจากธุรกิจก่อสร้าง ไปสู่ธุรกิจ Operation & Maintenance รวมถึงการค้าและจัดจำหน่ายถ่านหินเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ประจำในระยะยาว

สำหรับแผนดำเนินงานปี 2569 บริษัทส่งมอบถ่านหินให้ลูกค้าในเวียดนามแล้วประมาณ 500,000 ตันในไตรมาสแรก และคาดว่าจะส่งมอบเพิ่มเป็นประมาณ 800,000 ตันในไตรมาส 2/2569 ขณะที่ครึ่งปีหลังคาดว่าจะส่งมอบได้มากกว่าไตรมาสละ 1 ล้านตัน หรือประมาณ 1.20-1.50 ล้านตันต่อไตรมาส ส่งผลให้ทั้งปีมีโอกาสขายถ่านหินได้ประมาณ 4 ล้านตัน
นอกจากนี้ PSGC ยังเดินหน้าศึกษาธุรกิจพลังงานสะอาดควบคู่กัน โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ หรือ Pumped Storage Hydropower (PSH) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ร่วมกับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว Electricite Du Laos หรือ EDL เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 เพื่อศึกษาการพัฒนาและยกระดับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเดิมให้เป็นระบบ PSH พร้อมบูรณาการพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ
ปัจจุบัน PSGC ได้รับสิทธิจากรัฐบาล สปป.ลาว ในการศึกษาและพัฒนาโครงการ PSH จำนวน 138 แห่งทั่วประเทศ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ทั้งด้านเทคนิคและการเงิน หากผลการศึกษาเป็นที่น่าพอใจ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2571 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5-6 ปี และอาจเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงปี 2575-2576
ทั้งนี้ นายเดวิด กล่าวว่า โครงสร้างรายได้ในอนาคตของ PSGC จะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติจะเป็นรายได้หลักในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า คาดมีสัดส่วนประมาณ 60-90% ของพอร์ตธุรกิจ ขณะที่ธุรกิจพลังงานจะเป็นธุรกิจรองลงมา ส่วนธุรกิจก่อสร้างจะลดบทบาทลง และเน้นสนับสนุนโครงการภายในกลุ่มบริษัทเป็นหลัก
ด้านแหล่งเงินทุนสำหรับรองรับการขยายธุรกิจ บริษัทจะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานภายใน รวมถึงการจัดหาเงินทุนผ่าน Project Financing และ Bank Financing เป็นหลัก โดยปัจจุบันบริษัทยังไม่มีแผนเพิ่มทุน และจะบริหารโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสมกับแผนลงทุนใหม่

ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างทุนทางบัญชีผ่านการรวมหุ้นและลดทุน หรือ Reverse Stock Split เพื่อล้างรายการส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่เกิดขึ้นในอดีต โดยย้ำว่าเป็นเพียงการปรับโครงสร้างทางบัญชี และไม่มีผลกระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมของบริษัท
การปรับโครงสร้างทุนดังกล่าวอยู่ในรอบสุดท้าย และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2569 หลังดำเนินการแล้วเสร็จ บริษัทจะมีทุนจดทะเบียนประมาณ 2,225.77 ล้านบาท จำนวนหุ้นประมาณ 2,225.77 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 1 บาทต่อหุ้น และมีส่วนเกินทุนจากการลดทุนประมาณ 494.31 ล้านบาท
อีกทั้ง นางสาวสมฤดี กล่าวว่า การปรับโครงสร้างทุนจะช่วยให้ฐานะการเงินของบริษัทมีความชัดเจนขึ้น ลดความซับซ้อนของจำนวนหุ้น และทำให้นักลงทุนประเมินอัตรากำไรต่อหุ้น หรือ EPS ได้สะท้อนพื้นฐานธุรกิจมากขึ้น ขณะที่บริษัทมีกำไรสะสม 2,273.20 ล้านบาท หลังล้างขาดทุนสะสมเดิมได้ตั้งแต่ปี 2566 และมีอัตราหนี้สินต่อทุน หรือ D/E อยู่ที่ 0.96 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่า 1 เท่า
สำหรับนโยบายเงินปันผล บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลประมาณ 50% ของกำไรสุทธิ หลังหักเงินสำรองตามกฎหมายและรายการที่เกี่ยวข้อง โดยการจ่ายปันผลจะพิจารณาจากผลประกอบการและความเหมาะสมของแผนลงทุนในแต่ละช่วงเวลา
อย่างไรก็ดีกลยุทธ์ของ PSGC คือการใช้ธุรกิจถ่านหินและทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐานรายได้ระยะกลาง ควบคู่กับการต่อยอดสู่ธุรกิจพลังงานยั่งยืนในระยะยาว เพื่อยกระดับบริษัทจากผู้รับเหมาก่อสร้าง ไปสู่ผู้พัฒนาโครงการด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดร.ชัยยศ กล่าวสรุป

