
RATCH โชว์กำไร Q1 แตะ 1.2 พันลบ. รับอานิสงส์โรงไฟฟ้า SP-HKP หนุน
RATCH กำไรไตรมาส 1/2569 แตะ 1,228 ล้านบาท เติบโตโดดเด่น รับอานิสงส์ยอดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพุ่ง และรับรู้รายได้ HKP เต็มสูบ พร้อมเดินหน้าลุยขยายพอร์ตธุรกิจ
บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
โดยบริษัทมีกำไรที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ (กำไรสุทธิ) จำนวน 1,228 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 58.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน RATCH จะมีกำไรปกติจำนวน 1,421 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 12,321 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 76.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เท่ากับ 3,752 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 17.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สาเหตุหลักของการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้า SP ในประเทศออสเตรเลีย ที่เดินเครื่องเพิ่มขึ้นรับอานิสงส์ราคาขายไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าหงสา (HPC) ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสก่อนหน้า
ส่วนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้รับแรงหนุนหลักจากการเปลี่ยนสถานะโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหินกอง (HKP) เป็นบริษัทย่อย ทำให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้ตามเกณฑ์งบการเงินรวมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รวมทั้งยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย (PNPC) และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 (NN2) ที่เดินเครื่องได้มากขึ้นตามปริมาณน้ำและแผนการเรียกรับไฟฟ้าจาก กฟผ. แม้ว่ารายได้จากโรงไฟฟ้าราชบุรี (RG) จะลดลงจากการสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) ไปเมื่อช่วงปลายปี 2568 ก็ตาม
นอกจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งแล้ว ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 RATCH ยังมีความคืบหน้าที่สำคัญในการขยายและปรับโครงสร้างธุรกิจหลายประการ ได้แก่ การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่บริษัทร่วมทุน เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 รวมถึงการจำหน่ายเงินลงทุนบางส่วนในโรงไฟฟ้าพลังความร้อน Paiton Energy และ IPM Asia Pte. Ltd. เพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การปรับโครงสร้างการลงทุนในบริษัท ราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด (RPCL) เพื่อลดความซ้ำซ้อน และที่สำคัญคือการเข้าซื้อหุ้นบริษัท ชูบุราชบุรี อีเลคทริคเซอร์วิส จำกัด (CRESCO) เพิ่มอีกร้อยละ 50 ทำให้มีสัดส่วนถือหุ้นเต็มร้อยละ 100 และเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทย่อยอย่างเป็นทางการ
สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 สิ้นสุดไตรมาสแรก RATCH มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 239,183 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 ขณะที่มีหนี้สินรวม 125,660 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.6 ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ส่งผลให้มีส่วนของผู้ถือหุ้นแข็งแกร่งขึ้นแตะระดับ 113,523 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 จากสิ้นปี 2568


