
XPG รับรู้ส่วนแบ่ง KTX ดันกำไร Q1 ทะลุ 50 ล้านบาท คงเป้ารายได้ปีนี้แตะ 1.10 พันลบ.
XPG รับรู้ส่วนแบ่ง KTX หนุนกำไร Q1 ทะลุ 50 ล้านบาท คงเป้ารายได้ทั้งปี 1,100 ล้านบาท พร้อมชูกลยุทธ์เน้นค่าธรรมเนียมทั้งจาก บลจ.- ICO รับเทรนด์ออกโทเคนยังเติบโต
นางสาววรางคณา อัครสถาพร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (XPG) หรือ XSPRING เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นอีกปีหนึ่งที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีความท้าทายอย่างมากโดยสาเหตุหลักมาจากปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ ฯ ที่กระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกซึ่งเป็นปัจจัยทำให้ต้นทุนทุกกลุ่มอุตสาหกรรมพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด XSPRING แม้จะดำเนินธุรกิจในภาคบริการด้านการเงินและการลงทุนครบวงจรแต่ก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเหล่านี้ทางอ้อม
อย่างไรก็ดีแม้สถานการณ์จะมีความยากลำบากเพิ่มขึ้น แต่ผลการดำเนินงานของ XSPRING ยังคงออกมาเป็นบวก โดยมีกำไรสุทธิ 50,473,801 บาท รายได้รวม 238,721,800 บาท มาจากรายได้จากค่าธรรมเนียม และบริการ 66,605,161 บาท รายได้ดอกเบี้ย 126,952,817 บาท รายได้จากกำไรที่เกิดจากการลงทุน 13,103,078 บาท รายได้จากส่วนแบ่งกำไรของบริษัทลูกที่ไปลงทุน 1,348,500 บาท และรายได้อื่น ๆ 5,309,874 บาท พร้อมประเมินอุตสาหกรรมการเงินและการลงทุนผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาสที่หนึ่ง เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวและปัจจัยบวกจากสภาวะสงครามที่เริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ดี XSPRING ยังคงเป้าหมายรายได้รวมของปีนี้ไว้ที่ 1,100 ล้านบาท
ไตรมาสแรกปีนี้ รายได้ดอกเบี้ยปรับลดลงเล็กน้อย เนื่องจากยอดสินเชื่อคงค้างลดลงจากไตรมาส 4 แต่มีรายได้จากการรับรู้กำไรจากการถือหุ้น 49.71% ใน บริษัทหลักทรัพย์กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ซึ่งมีรายได้จากธุรกิจ Brokerage ที่กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง จากความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ฟื้นตัว ขณะเดียวกันรายได้จากธุรกิจ Non-Brokerage ก็เติบโตอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีโดยเฉพาะจากผลิตภัณฑ์ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) ที่ได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศการลงทุนที่กลับมาคึกคักในเกือบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียเดินหน้าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นเดือน ขณะเดียวกันดัชนี Nasdaq 100 และ S&P 500 ปรับตัวขึ้นทำสถิติใหม่ นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น Nvidia สอดคล้องกับพฤติกรรมนักลงทุนรุ่นใหม่ที่สนใจกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปต่างประเทศมากขึ้น จึงส่งผลให้รายได้ส่วนนี้เติบโตอย่างโดดเด่น จนสามารถขึ้นเป็นผู้ให้บริการที่ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ได้อย่างต่อเนื่อง หรือคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 20% ซึ่งในปีนี้มีแผนจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากธุรกิจ Non-Brokerage ยังมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การลงทุน รายได้จากที่ปรึกษาทางการเงิน รายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รวมถึงรายได้จากผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ ๆ
นอกจากนี้ XSPRING ยังมุ่งเน้นไปสู่การสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด (XSpring AM) ที่ในปีนี้ยังคงเน้นการเปิดตัวกองทุนใหม่ภายใต้ธีมหลัก ในเรื่องของ เทคโนโลยี AI และ Data Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในเทรนด์การเติบโตของโลก โดยกองทุนที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ทั้งกองทุนเปิดเอ็กซ์สปริงเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์และยูเรเนียม (X-NUCTECH) กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริงตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (X-EMBOND) กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริงควอนตัมคอมพิวเตอร์ (X-QUANTUM) และกองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง หุ้นญี่ปุ่น ท็อปเทคโนโลยี (X-JPTOPTECH) ล้วนได้รับการตอบรับสูง ล่าสุด XSpring AM ได้เดินหน้าเปิดกองทุนใหม่อีกหนึ่งกอง ภายใต้ชื่อ “กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง อิเล็คทริฟิเคชัน อิควิตี้ (X-VOLT)” ลงทุนตรงในห่วงโซ่อุปทานของการใช้พลังงานไฟฟ้า
ขณะเดียวกันรายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ โดยบริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด (XSpring Digital) ซึ่งปีนี้มีโอกาสในการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมอย่างโดดเด่นจากธุรกิจให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล ICO Portal โดยในปีนี้ในไตรมาส 2/2569 ประสบความสำเร็จจากการเสนอขายโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน “Aquarous Investment Token” Investment Token ที่มีลักษณะคล้ายหนี้ (Debt-liked Token) ซึ่งออกและเสนอขายโดยบริษัท ไวส์ เอสพีวี 2 จำกัด จากความสำเร็จนี้ทำให้ในปีนี้มีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ามาขอคำปรึกษาเพื่อออกโทเคนจำนวนมาก เนื่องจากการแปลงโครงการหรือทรัพย์สินให้เป็นโทเคนดิจิทัล (Real World Asset : RWA) จะเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในอนาคตเพราะมีสินทรัพย์หนุนหลังสร้างความอุ่นใจให้นักลงทุน
“แม้ในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จนทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลต่อภาคการเงินและการลงทุนโดยรวม แต่จากภาวะสงครามที่เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เริ่มทรงตัว ทำให้เราเชื่อว่าไตรมาส 1 ที่ผ่านมาอาจเป็นจุดต่ำสุดของอุตสาหกรรมการเงินและการลงทุน นักลงทุนยังคงมองหาช่องทางสร้างผลตอบแทนที่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการด้านการบริหารจัดการการลงทุนยังเติบโต และแม้ในระยะสั้นธุรกิจสินเชื่อจะได้รับผลกระทบจากภาคเอกชนที่ชะลอการขอสินเชื่อเพื่อรอความชัดเจนทางเศรษฐกิจ แต่เรามองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงการชะลอตัวชั่วคราว แนวโน้มในระยะยาวยังคงมีทิศทางฟื้นตัวเมื่อความเชื่อมั่นและสภาพเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น” นางสาววรางคณา กล่าว

