
TOA กวาดกำไร Q1 โต 30% แตะ 953 ลบ. รับตลาดต่างประเทศหนุน-คุมต้นทุนดี
TOA รายงานผลงานไตรมาส 1/2569 รายได้รวม 5,681 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% กำไรสุทธิ 953 ล้านบาท โต 30% รับแรงหนุนกลุ่มสีทาอาคาร-เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และยอดขายต่างประเทศในเมียนมา ลาว และเวียดนามเติบโตต่อเนื่อง
บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

บริษัทฯ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 953.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.03 จากปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 733.10 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 733.10 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 5,681 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% สะท้อนการเติบโตต่อเนื่องท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัว
นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของกลุ่มสินค้าหลัก ทั้งสีทาอาคารและเคมีภัณฑ์ก่อสร้างในประเทศไทย รวมถึงยอดขายในตลาดต่างประเทศที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมียนมา ลาว และเวียดนาม
ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากกลยุทธ์การบริหารพอร์ตผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ควบคู่กับการเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้าน Total Solution for Living ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทุกตลาด เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในประเทศและภูมิภาค
ขณะเดียวกัน TOA ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการชะลอตัวของตลาดบ้านใหม่ โดยมุ่งเน้นการบริหารสัดส่วนผลิตภัณฑ์ หรือ Product Mix ให้มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมขยายสัดส่วนสินค้าในกลุ่มงานซ่อมแซมและรีโนเวท ซึ่งยังมีความต้องการอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กลุ่มเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ปูนมอร์ตาร์ แผ่นยิปซัม กระเบื้อง สุขภัณฑ์ และนวัตกรรมห้องน้ำอัจฉริยะ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนรายได้และรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจ
นอกจากนี้ ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 บริษัทได้เร่งดำเนินมาตรการบริหารความเสี่ยง เพื่อรองรับความผันผวนของซัพพลายเชนปิโตรเคมีจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม รวมถึงนำวัตถุดิบทางเลือกที่ผ่านการทดสอบแล้วมาใช้ เพื่อลดผลกระทบจากภาวะวัตถุดิบตึงตัว
พร้อมกันนี้ TOA ยังได้ปรับแผนการผลิตและการขาย รวมถึงบริหารราคาสินค้าอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและป้องกันผลกระทบจากต้นทุนที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น
นายจตุภัทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป แต่บริษัทมีแผนบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาความแข็งแกร่งทางธุรกิจและสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

