
“ดาวโจนส์” ปิดพุ่ง 370 จุด รับแรงซื้อหุ้น AI-หารือ “ทรัมป์-สี” ส่งสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจโลก
ดัชนีดาวโจนส์ ปิดบวก 370.26 จุด ทะลุระดับ 50,000 จุด ขณะที่ S&P500 และ Nasdaq ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ รับแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีและ AI หลังนักลงทุนมองบวกต่อการหารือระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.69) ดัชนีดาวโจนส์ทะลุระดับ 50,000 จุดอีกครั้ง ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ จากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังนักลงทุนตอบรับเชิงบวกต่อการหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำสหรัฐในรอบเกือบ 10 ปี
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 50,063.46 จุด เพิ่มขึ้น 370.26 จุด หรือ +0.75% ขณะที่ ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,501.24 จุด เพิ่มขึ้น 56.99 จุด หรือ +0.77% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,635.22 จุด เพิ่มขึ้น 232.88 จุด หรือ +0.88%
รายงานจาก สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเชิงบวกต่อการหารือระดับสูงระหว่างผู้นำสหรัฐและจีน ซึ่งครอบคลุมประเด็นการค้า เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และไต้หวัน โดยนักลงทุนประเมินว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอาจมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังเผชิญความตึงเครียดด้านภาษีและข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีตลอดช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ คณะผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐยังร่วมเดินทางเยือนจีนพร้อมประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงนายเจนเซน หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Nvidia และนายอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Tesla ซึ่งช่วยเพิ่มมุมมองเชิงบวกต่อการเจรจาด้านเทคโนโลยีและการค้าระหว่างสองประเทศ
แรงซื้อสำคัญยังคงอยู่ในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยหุ้น Nvidia พุ่งขึ้นกว่า 4% และผลักดันมูลค่าบริษัทขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในโลก จากกระแสความต้องการชิป AI ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง
ตลาดยังตอบรับข่าวที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจผ่อนปรนข้อจำกัดการส่งออกชิป AI รุ่น H200 ของ Nvidia ให้กับบางบริษัทในจีนเพิ่มเติม ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อแนวโน้มรายได้ของบริษัทในระยะถัดไป
ขณะที่หุ้น Cisco พุ่งขึ้นกว่า 13% หลังประกาศผลประกอบการสูงกว่าคาด และปรับเพิ่มประมาณการรายได้ประจำปี ส่งผลให้แรงซื้อในหุ้นเทคโนโลยีขยายวงกว้างมากขึ้น
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อย่างใกล้ชิด หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 5% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550 สะท้อนความกังวลว่า Fed อาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
นักวิเคราะห์ มองว่า การปรับขึ้นของตลาดในรอบนี้สะท้อนการกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน หลังเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังออกมาดีกว่าคาด และกระแสการลงทุนด้าน AI ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นสหรัฐในปีนี้

