
WTI พุ่งทะลุ 105 เหรียญ กังวลความขัดแย้ง “สหรัฐ-อิหร่าน” บานปลาย
ราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานกว่า 4% ปิดเหนือ 105 ดอลลาร์/บาร์เรล รับแรงกดดันจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่กลับมาตึงเครียด บดบังความหวังการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ตลาดจับตาท่าทีจีนอย่างใกล้ชิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันศุกร์ (15 พ.ค.) ภายหลังจากถ้อยแถลงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้บั่นทอนความหวังที่ข้อตกลงเพื่อยุติการโจมตีและการยึดเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะเกิดขึ้นในเร็ววัน
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.25 ดอลลาร์ หรือ 4.2% ปิดที่ระดับ 105.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนกรกฎาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.54 ดอลลาร์ หรือ 3.35% ปิดที่ระดับ 109.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยในรอบสัปดาห์นี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 10.48% และสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 7.84% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางในสงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์จาก ธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ หรือ Commerzbank เปิดเผยว่า บรรยากาศระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาตึงเครียดอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงจะยังคงดำเนินอยู่ก็ตาม ส่งผลให้ความหวังในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างรวดเร็วได้ลดน้อยลง สอดคล้องกับท่าทีของนายอับบาส อารักชี ที่ระบุว่าอิหร่านไม่มีความไว้วางใจต่อสหรัฐฯ และจะเจรจาเฉพาะในกรณีที่สหรัฐฯ แสดงความจริงใจเท่านั้น พร้อมย้ำจุดยืนว่าอิหร่านพร้อมกลับเข้าสู่การสู้รบ แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดรับแนวทางทางการทูตเช่นกัน
ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าตนเริ่มหมดความอดทนต่ออิหร่าน และได้เห็นพ้องกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ว่าอิหร่านไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง และจำเป็นต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เนื่องจากช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวถึงราว 1 ใน 5 ของโลก และเป็นเส้นทางหลักของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก และกาตาร์
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ระบุว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่สมควรมีมาตั้งแต่ต้น และไม่มีเหตุผลอันควรที่จะต้องยืดเยื้อต่อไป อย่างไรก็ดี นายสี จิ้นผิง ไม่ได้แสดงความเห็นโดยตรงเกี่ยวกับการหารือกับนายทรัมป์ในประเด็นอิหร่าน ทั้งนี้ ตลาดกำลังจับตาผลลัพธ์จากการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิด โดยนายทรัมป์ระบุว่า จีนมีความต้องการซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ และอาจพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อบริษัทจีนที่ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน
นางวานดานา ฮารี ผู้ก่อตั้ง บริษัท แวนด้า อินไซต์ส หรือ Vanda Insights ระบุว่า ความสนใจของตลาดได้กลับไปมุ่งเน้นที่ภาวะชะงักงันและความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยประเมินว่ายังมีความเสี่ยงด้านลบต่อสถานการณ์ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงทางทหารเพิ่มเติม
สำหรับสถานการณ์การเดินเรือ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านเปิดเผยว่า มีเรือจำนวน 30 ลำ แล่นผ่านช่องแคบระหว่างช่วงเย็นวันพุธถึงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังคงต่ำกว่าระดับปกติที่ประมาณ 140 ลำต่อวันก่อนเกิดสงคราม แต่ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหากได้รับการยืนยันข้อมูล ด้าน บริษัท เคปเลอร์ หรือ Kpler ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ด้านการขนส่ง ระบุว่า มีเรือ 10 ลำ แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 5-7 ลำต่อวันในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า
นายโอล ฮันเซน นักวิเคราะห์จาก ธนาคารแซกโซแบงก์ หรือ Saxo Bank ให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น เป็นผลมาจากทั้งปัจจัยการพบปะระหว่างนายทรัมป์และนายสี จิ้นผิง ที่ไม่สามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้ ประกอบกับการที่ยูเครนยังคงเดินหน้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

