
UNIQ คว้างานสายสีแดงส่วนต่อขยาย “รังสิต–มธ.-ศิริราช–ศาลายา” มูลค่า 2.07 หมื่นลบ.
UNIQ ร่วมลงนามกับ รฟท. โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย 2 เส้นทาง “รังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต” และ “ศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา” มูลค่ารวม 20,777 ล้านบาท เตรียมเริ่มก่อสร้างเดือนกรกฎาคม 2569 ใช้เวลา 36 เดือน คาดแล้วเสร็จปี 2572
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 พ.ค.69) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้จัดพิธีลงนามสัญญาจ้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย 2 เส้นทาง ณ ห้องประชุมบุรฉัตร สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร มูลค่ารวม 20,777 ล้านบาท
ประกอบด้วย โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย หรือสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระหว่างการรถไฟฯ กับบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าโครงการ 6,057 ล้านบาท และโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย หรือสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา ระหว่างการรถไฟฯ กับกิจการร่วมค้า ยูที ซึ่งประกอบด้วย บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะ Lead Firm และบริษัท ทรัสตี้ คอนสตรัคชั่น จำกัด มูลค่าโครงการ 14,720 ล้านบาท
ทั้งนี้ นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และนายประสงค์ สุวิวัฒน์ธนชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ลงนามในสัญญา

นอกจากนี้ ยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงด้านคุณธรรม หรือ Integrity Pact ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ โดยมีนายอนันต์ เจนงามกุล รองผู้ว่าการรถไฟฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง กล่าวว่า โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพัฒนาระบบขนส่งทางรางของภาครัฐ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561–2580 และแผนแม่บทขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระยะที่ 2 หรือ M-MAP2 เพื่อยกระดับโครงข่ายระบบราง ลดปัญหาการจราจร และรองรับการเดินทางของประชาชนในอนาคตอย่างยั่งยืน
โครงการดังกล่าวเริ่มผลักดันและได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 ก่อนที่คณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยจะมีมติเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 สั่งจ้างบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และสั่งจ้างกิจการร่วมค้า ยูที ดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา พร้อมสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี ได้แก่ สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย–กฟผ. และสถานีบ้านฉิมพลี
สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีระยะทาง 8.84 กิโลเมตร รูปแบบโครงสร้างทางเป็นทางระดับดิน มีสถานีจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ สถานีคลองหนึ่ง สถานีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถานีเชียงราก และสถานีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยพื้นที่ก่อสร้างอยู่ทางด้านขวาของทางรถไฟปัจจุบัน ส่วนใหญ่ใช้ที่ดินของการรถไฟฯ เป็นหลัก และมีพื้นที่เวนคืนบางส่วนประมาณ 14 ไร่ เพื่อใช้ก่อสร้างสถานีและถนนเข้าออกบริเวณสถานี
ส่วนโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา และสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี มีระยะทางรวม 20.50 กิโลเมตร แบ่งเป็นทางระดับดิน 13.83 กิโลเมตร และทางยกระดับ 6.67 กิโลเมตร มีสถานีจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ สถานีศิริราช สถานีบางขุนนนท์ สถานีตลาดน้ำตลิ่งชัน สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย–กฟผ. สถานีบ้านฉิมพลี สถานีกาญจนาภิเษก สถานีศาลาธรรมสพน์ และสถานีศาลายา โดยพื้นที่ก่อสร้างอยู่ทางด้านซ้ายของทางรถไฟปัจจุบัน ใช้ที่ดินของการรถไฟฯ เป็นหลัก และไม่มีการเวนคืนที่ดิน
สำหรับขั้นตอนต่อไป การรถไฟฯ จะลงนามสัญญาจ้างผู้ควบคุมงานก่อสร้างช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา ประมาณวันที่ 15 มิถุนายน 2569 และช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ประมาณวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 จากนั้นจะออกหนังสือแจ้งเริ่มงานก่อสร้าง หรือ NTP ให้กับผู้รับจ้างทั้ง 2 โครงการพร้อมกันในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมีกำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือน หรือ 3 ปี และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2572
นายอนันต์กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย ทั้งช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา เปิดให้บริการแล้ว จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางจากจังหวัดปทุมธานีเข้าสู่กรุงเทพฯ และเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ฝั่งธนบุรี–ศาลายา ผ่านระบบรางสายหลักของเมืองได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
นอกจากนี้ โครงการยังช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและพื้นที่โดยรอบสถานี รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวด้วย

