
“ชัยยศ” ชี้บอนด์ยีลด์-น้ำมันสูงกดดันหุ้นไทย แนะเก็งกำไร “พลังงาน-แบงก์-ประกัน-ICT”
“ชัยยศ จิวางกูร” ชี้ SET ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันสูงและบอนด์ยีลด์ปรับขึ้น กดดันฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออก แต่ภาพรวมดัชนียังไม่เสียโมเมนตัมหากยืนเหนือ 1,500 จุด กลยุทธ์เก็งกำไรหุ้นได้อานิสงส์ทั้งกลุ่มพลังงาน แบงก์ ประกัน และ ICT
นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเข้าสู่ภาวะ “พักตัว” แต่หากดัชนีปรับตัวหลุดระดับ 1,500 จุด อาจทำให้ภาพรวมตลาดเสียโมเมนตัมในระยะสั้น
โดยปัจจัยกดดันหลักยังมาจากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูง และเริ่มส่งผ่านแรงกดดันไปยังเงินเฟ้อในหลายประเทศ โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนพลังงาน หรือ Cost-push Inflation ซึ่งควบคุมได้ยากกว่าเงินเฟ้อจากฝั่งอุปสงค์
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นมาอยู่บริเวณ 4.66% จากช่วงประมาณ 2 เดือนก่อนที่เคลื่อนไหวต่ำกว่า 4% สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินต่างชาติมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้นไทย
นายชัยยศ ระบุว่า หากสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านยังยืดเยื้อ และไม่สามารถเปิดทางให้ซัพพลายน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญในหลายภาคส่วน ทั้งการผลิต ขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และกำลังซื้อในวงกว้าง
อย่างไรก็ตามหากความขัดแย้งสามารถคลี่คลายได้ภายในช่วงประมาณ 6 เดือน มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแรงรองรับบางส่วนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งจะช่วยลดแรงกระแทกต่อกำลังซื้อในประเทศได้ในระยะสั้น แต่หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจกระทบต่อแนวโน้ม GDP ไทยในปีนี้
สำหรับภาพรวมดัชนี SET Index นายชัยยศ มองว่า แม้ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันและบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่พื้นฐานตลาดไทยยังไม่ได้เสียหาย โดยผลประกอบการไตรมาส 1/69 ออกมาค่อนข้างดี อย่างไรก็ตามผลประกอบการไตรมาส 1 ยังไม่สะท้อนผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นจากสถานการณ์สงคราม จึงต้องติดตามว่าไตรมาส 2/69 จะยังเติบโตต่อเนื่องได้หรือไม่
ด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำเก็งกำไรหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานและบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร และกลุ่มประกัน
ขณะที่นักลงทุนที่ไม่ต้องการไล่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นแรง อาจพิจารณาหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานจำกัด เช่น กลุ่ม ICT โดยเฉพาะบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ซึ่งผลประกอบการไตรมาส 1/69 ยังเติบโตต่อเนื่อง
นายชัยยศ ระบุอีกว่า ส่วนมาตรการ “ไทยช่วยไทย” หากสามารถเดินหน้าได้ตามแผน จะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคโดยตรง รวมถึงหนุนกลุ่มไฟแนนซ์ทางอ้อม จากกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการรายย่อยที่ดีขึ้น ขณะที่กลุ่มธนาคารจะได้รับประโยชน์จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ไม่ชะลอตัวรุนแรง
อย่างไรก็ตาม หาก พ.ร.ก. วงเงิน 4 แสนล้านบาท ไม่สามารถเดินหน้าได้ จะกระทบต่อความคาดหวังของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวถือเป็นแรงหนุนสำคัญในการประคองกำลังซื้อภายในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
สำหรับโอกาสการลงทุนจากมาตรการภาครัฐในส่วนของพลังงานทดแทน นายชัยยศมองว่า หากมีการเดินหน้าโครงการติดตั้ง Solar Roof ให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคครัวเรือน และส่งเสริม Private PPA ในภาคธุรกิจ จะเป็นบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งระบบโซลาร์เป็นหลัก

