JMT ตั้งเป้าเก็บหนี้ปีนี้แตะ 9 พันล้านบาท ชูสภาพคล่องแกร่ง ไร้ปัญหาคืนหุ้นกู้

JMT เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกดันยอดจัดเก็บหนี้ทั้งปีเข้าเป้า 9,000 ล้านบาท โชว์สภาพคล่องกว่า 6.1 พันลบ. การันตีคืนหุ้นกู้ 3.9 พันลบ. ใน 2 ปีข้างหน้าไร้ปัญหา พร้อมทุ่มงบอีก 1 พันลบ. กวาดหนี้เสียเพิ่มดันพอร์ตทะลุ 5.79 แสนลบ.


นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 19 พ.ค.69 ว่า โครงสร้างรายได้หลักของบริษัทยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 252 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่ทำได้เพียง 22 ล้านบาท แม้ในไตรมาสนี้จะมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) สูงถึง 331 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัดกุมเพื่อประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจล่วงหน้า โดย JMT จะยังคงรักษาระดับการตั้งสำรองสูงต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ก่อนจะทบทวนนโยบายอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่าหากทิศทางเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว การตั้งสำรองดังกล่าวจะสามารถบันทึกกลับมาเป็นรายได้ในอนาคต

ด้านกระแสเงินสดจากการจัดเก็บหนี้ในไตรมาส 1/2569 สามารถทำได้ 2,141 ล้านบาท โดยบริษัทยังคงเดินหน้าตามเป้าหมายการจัดเก็บหนี้ทั้งปีที่ 9,000 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์เชิงรุกในการเพิ่มช่องทางการสื่อสารกับลูกค้า เช่น การเปิดศูนย์ประนอมหนี้กว่า 40 แห่งทั่วประเทศ การพัฒนาแอปพลิเคชัน และการจัดแคมเปญให้ความช่วยเหลือในการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น เพื่อจูงใจให้ลูกค้าที่มีข้อจำกัดด้านรายได้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้มากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากจำนวนบัญชีที่ชำระเข้ามาไม่ได้ลดลง แม้ยอดเงินต่อบัญชีจะปรับลดลงบ้าง นอกจากนี้ บริษัทยังมีกระแสเงินสดพิเศษจากการรับชำระผ่านกรมบังคับคดีอีกราว 300-400 ล้านบาทต่อไตรมาส (ไม่รวมในยอดจัดเก็บหลัก) รวมถึงมีรายได้จากการขายทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ผ่านพันธมิตรทั้ง JAM และ JKC ที่เติบโตได้ดี

สำหรับการลงทุนซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ นับตั้งแต่ต้นปี บริษัทใช้งบลงทุนไปแล้ว 1,100 ล้านบาท และคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกราว 1,000 ล้านบาทในช่วงที่เหลือของปี ส่งผลให้ปัจจุบันพอร์ตบริหารหนี้รวมขยับขึ้นแตะ 579,000 ล้านบาท โดยบริษัทยังคงเห็นโอกาสเปิดกว้างในตลาดหนี้เสีย เนื่องจากข้อมูลเครดิตบูโรระบุว่า ปัจจุบันมีกลุ่มลูกหนี้ที่ค้างชำระ 1-3 เดือน (Stage 2) อยู่สูงถึง 370,000 ล้านบาท และหนี้เสีย (NPL) ที่เกิดขึ้นแล้วในปีนี้อีกกว่า 170,000 ล้านบาท ซึ่ง JMT มีความพร้อมและโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเข้ารับซื้อหนี้เข้ามาบริหารได้อย่างต่อเนื่อง

ส่วนของธุรกิจประกันภัย บริษัทได้ปรับกลยุทธ์โดยลดสัดส่วนพอร์ตประกันภัยรถยนต์ลงตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา เนื่องจากพบว่าเป็นกลุ่มที่มีอัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ในระดับที่ไม่น่าพอใจนัก ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวได้ส่งผลเชิงบวก ทำให้ผลประกอบการของธุรกิจประกันภัยในไตรมาส 1/2569 พลิกกลับมาดูดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะคงนโยบายการรับงานลักษณะนี้ต่อไปจนถึงสิ้นปี

ด้านความแข็งแกร่งทางการเงิน ปัจจุบัน JMT มีสินทรัพย์รวม 38,000 ล้านบาท หนี้สิน 12,750 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 28,178 ล้านบาท โดยบริษัทขอยืนยันความพร้อมในการชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในช่วง 2 ปีข้างหน้าได้อย่างไร้ปัญหา ได้แก่ หุ้นกู้ครบกำหนดเดือนมิถุนายน 1,100 ล้านบาท, เดือนตุลาคม 444 ล้านบาท, เดือนพฤศจิกายน 823 ล้านบาท และในเดือนมีนาคมปีหน้าอีก 1,600 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้เตรียมสภาพคล่องรองรับไว้ครบถ้วนแล้ว ประกอบด้วย กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในช่วง 3 ไตรมาสแรกราว 3,500 ล้านบาท, เงินสดในมือ 300 ล้านบาท, เงินลงทุนในกองทุน 1,400 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่พร้อมเบิกใช้อีก 950 ล้านบาท

โดยปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจจากภายนอก เช่น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการใช้ชีวิตของลูกค้าเพียงเล็กน้อยในช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติในเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งผลักดันโครงการ JAYMART+ โดยดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในการทำงานจริงแล้วใน 3 โครงการ ซึ่งพร้อมเปิดตัวเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรแห่งนวัตกรรมและการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

Back to top button