PTTGC เด้ง 2% รับสเปรดปิโตรเคมีฟื้น โบรกเคาะเป้า 45 บาท

PTTGC เด้ง 2% รับปัจจัยบวกซัพพลายปิโตรเคมียังตึงตัว หนุนสเปรดผลิตภัณฑ์ฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่บล.กรุงศรีคงคำแนะนำ “ซื้อ” เคาะราคาเป้าหมายที่ 45 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 พ.ค.69) ราคาหุ้นบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ณ เวลา 11:05 น. อยู่ที่ระดับ 38.75 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 1.97% ราคาสูงสุด 39.00 บาท ราคาต่ำสุด 38.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 241.44 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC จากภาวะอุปทานปิโตรเคมีที่ยังตึงตัว แม้สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดแล้วก็ตาม โดยคาดว่าโรงงานผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและภาวะชะงักงันของซัพพลายเชนในช่วงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ไตรมาสในการกลับมาดำเนินการผลิตตามปกติ ส่งผลให้อุปทานในตลาดยังอยู่ในภาวะตึงตัวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ KSS ประเมินว่า ภาวะดังกล่าวจะช่วยหนุนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในปี 2569 ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ PET ซึ่งคาดว่าส่วนต่างราคา HDPE-Naphtha จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 390-420 ดอลลาร์ต่อตัน จากปี 2568 ที่ 331 ดอลลาร์ต่อตัน ส่วนต่างราคา PP คาดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 380-410 ดอลลาร์ต่อตัน จาก 348 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ PX คาดอยู่ที่ 260-270 ดอลลาร์ต่อตัน จาก 238 ดอลลาร์ต่อตัน และ Integrated PET/PTA Spread คาดอยู่ที่ 210-230 ดอลลาร์ต่อตัน จาก 129 ดอลลาร์ต่อตัน

นอกจากนี้ PTTGC ยังมีความได้เปรียบด้านการบริหารวัตถุดิบและความต่อเนื่องของการผลิตในช่วงที่ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากมากกว่า 75% ของวัตถุดิบในกลุ่มโอเลฟินส์มาจากแหล่งภายในประเทศและภายในกลุ่มบริษัท ได้แก่ อีเทนจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, LPG และแนฟทาจากโรงกลั่นของ PTTGC เอง ขณะที่การพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอยู่ในระดับต่ำกว่า 10% ทำให้บริษัทสามารถรักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าได้

พร้อมกันนี้ บริษัทตั้งเป้าขยายส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์ PE ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 52% หรือคิดเป็นปริมาณ 1.92 ล้านตันต่อปีในปี 2569 จากระดับ 48% หรือ 1.87 ล้านตันต่อปีในปี 2568 ขณะที่โครงสร้างธุรกิจแบบ Integrated Complex จะช่วยเพิ่มความสามารถในการบริหารกำไรในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

สำหรับแนวโน้มปี 2569 KSS ยังคงมุมมองว่าการปิดซ่อมบำรุงที่ลดลงจะเป็นปัจจัยสนับสนุนปริมาณขายทั้งในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี โดยปรับลดเป้าการผลิตโรงกลั่นลงเล็กน้อยเหลือ 74 ล้านบาร์เรล เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน จากเดิมคาดไว้ที่ 77 ล้านบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน เนื่องจากบริษัทต้องปรับลดการผลิตในช่วงที่ระดับคลังน้ำมันอยู่ในระดับสูง

ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมียังคงเป้าปริมาณการผลิตที่ 8.7 ล้านตันต่อปี เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน ส่วนธุรกิจ allnex ยังคงแผนขยายกำลังการผลิตในประเทศอินเดียขนาด 18,000 ตันต่อปี แต่เลื่อนกำหนดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ หรือ COD เป็นไตรมาส 3/2569 จากเดิมที่คาดไว้ในไตรมาส 1/2569

ด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย KSS ยังคงมุมมองว่า PTTGC จะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ต่อเนื่องในปี 2569 จากการไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายคงที่ของ Vencorex และ PTTAC หลังปิดโรงงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เพิ่มเติมราว 2,400 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อน อีกทั้งยังได้รับปริมาณวัตถุดิบอีเทนเพิ่มขึ้น 5% มาอยู่ที่ 1.9 ล้านตันต่อปี จาก 1.8 ล้านตันต่อปีในปี 2568 รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารซัพพลายเชน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ราว 4,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ PTTGC ยังคงเป้าหมายการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก หรือ Non-core Asset Monetization มูลค่าคงเหลือราว 20,000 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 โดยเงินที่ได้รับจะนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ พร้อมตั้งเป้าลดภาระดอกเบี้ยจ่ายให้ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทในปี 2569

ทั้งนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์ของ KSS ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น PTTGC โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 45.00 บาทต่อหุ้น และคงให้ PTTGC เป็นหนึ่งในหุ้นเด่น หรือ Top Picks ของกลุ่มปิโตรเคมี จากแนวโน้มผลประกอบการที่ได้รับแรงหนุนจากอุปทานตึงตัว การเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน และโครงสร้างธุรกิจครบวงจรที่ช่วยรองรับความผันผวนของตลาดได้ดีกว่าคู่แข่ง

Back to top button