PCE เดินเกมเพิ่มมาร์จิ้น ดัน B100–น้ำมันพืช ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 20%

PCE มองแนวโน้มปี 2569 ยังได้แรงหนุนจากนโยบายรัฐเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลและดีมานด์ B100 ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเดินหน้าปรับโครงสร้างพอร์ตสู่สินค้ามาร์จิ้นสูง เช่น B100 และน้ำมันพืช พร้อมขยายกำลังผลิตและบริหารต้นทุนวัตถุดิบในกลุ่ม คาดช่วยหนุนการเติบโตระยะกลางถึงยาว แม้ระยะสั้นยังเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมันปาล์มและค่าเงิน


นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE เปิดเผยในงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ว่า ภาพรวมธุรกิจในไตรมาส 1/2569 เผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความผันผวนของราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่เคลื่อนไหวตามทิศทางราคาน้ำมันดิบโลก รวมถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อธุรกิจส่งออก

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงดำเนินงานเป็นไปตามแผน โดยมีโครงสร้างธุรกิจครอบคลุมทั้งพลังงาน อาหาร และวัตถุดิบอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด โดยในไตรมาสดังกล่าวได้ปรับการใช้น้ำมันปาล์มดิบบางส่วนจากการส่งออกมาผลิตไบโอดีเซล B100 เพื่อรองรับความต้องการในประเทศ พร้อมแปรรูปเป็นน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค

นายพรพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับทิศทางปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 10–20% จากปีก่อน โดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง อาทิ B100 น้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ และน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค พร้อมตั้งเป้าอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 2–3% และเดินหน้าขยายตลาดผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากน้ำมันปาล์มเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

ทั้งนี้ บริษัทได้รับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐที่ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลเป็น B7 และเปิดทางเลือก B20 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิต B100 ในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดเพิ่มจากราว 8.50–8.60 แสนตัน เป็น 1.60–1.70 ล้านตันต่อปี

ด้าน นายกีรติ ไชยะกุล ผู้อำนวยการสายงานอาวุโส สายงานบัญชีและการเงิน PCE เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 5,176 ล้านบาท ลดลง 4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 22.8% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 64 ล้านบาท ลดลง 15.5% จากปีก่อน และลดลง 46.5% จากไตรมาสก่อน ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 6.7 ล้านบาท ลดลง 76.1% จากปีก่อน และลดลง 87.2% จากไตรมาสก่อน

นายกีรติ ระบุว่า กำไรที่ลดลงมีสาเหตุหลักจากการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีจากสัญญา Forward (Mark to Market Loss) ซึ่งเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสดจากการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยหากไม่รวมรายการดังกล่าว บริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 81.1 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายการดังกล่าวเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่การเก็งกำไรค่าเงิน และจะทยอยกลับรายการในไตรมาส 2–3/2569 ตามการส่งมอบสินค้าและการรับชำระเงินตามสัญญา

นายกีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้รายได้ลดลงตามราคาน้ำมันปาล์มดิบ แต่ปริมาณขายในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ยังเติบโต โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มดิบ B100 และน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 4.3% เพิ่มขึ้นจาก 4.1% และ EBITDA Margin อยู่ที่ 3.2% เพิ่มขึ้นจาก 3.1% สะท้อนความสามารถในการบริหารอัตรากำไร

สำหรับโครงสร้างรายได้ ไตรมาส 1/2569 บริษัทมีสัดส่วนขายในประเทศ 77.6% และส่งออก 22.4% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เกือบทั้งหมดเป็นในประเทศ สะท้อนปริมาณน้ำมันปาล์มดิบในประเทศที่ออกสู่ตลาดมากขึ้นและความต้องการต่างประเทศที่ยังมีต่อเนื่อง

ด้านฐานะการเงิน สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นราว 1,200 ล้านบาท ขณะที่อัตราหนี้สินต่อทุนเพิ่มจาก 0.2 เท่า เป็น 0.4 เท่า โดยบริษัทยังคงบริหารจัดการได้ และมีเงินสดคงเหลือ 235.4 ล้านบาท ณ สิ้นงวด

ด้านความยั่งยืน PCE เดินหน้าโครงการ ESG ต่อเนื่อง ตั้งเป้าสู่ Net Zero ในปี 2578 พร้อมโครงการรับแลกน้ำมันใช้แล้วจากชุมชนเพื่อนำกลับมาใช้ผลิต B100 และการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการสนับสนุนเกษตรกรในห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมัน และเตรียมเปิดเผยข้อมูล ESG บนเว็บไซต์บริษัทเพื่อเพิ่มความโปร่งใสต่อผู้ลงทุน

Back to top button