ตลท.–CLSA ดึง 5 บิ๊กไทยโรดโชว์ลอนดอน นักลงทุนต่างชาติจับตาหุ้นไทยเพิ่มขึ้น

ตลท.–CLSA จัด Thai Corporate Day ที่ลอนดอน ดึง 5 บิ๊กไทยพบกองทุนต่างชาติ ชี้หุ้นไทยเริ่มกลับมาเป็นที่สนใจจากผลตอบแทน SET และเศรษฐกิจฟื้นตัว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 พฤษภาคม 2569) จากกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด (CLSA) จัดงาน Thai Corporate Day ณ กรุงลอนดอน เป็นระยะเวลา 2 วัน โดยมีบริษัทจดทะเบียนชั้นนำของไทยเข้าร่วมพบปะนักลงทุนต่างชาติรวม 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR, บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB และบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP

ทั้งนี้ รายงานของ CLSA ซึ่งจัดทำเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจต่อตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากอัตราผลตอบแทนของดัชนี SET ที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง และการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ดีกว่าคาดการณ์ นอกจากนี้ ยังมีการหารือในประเด็นสำคัญ อาทิ สถานการณ์ทางการเมือง นโยบายภาครัฐ ภาคการท่องเที่ยว รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำหรับบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP โดยนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เปิดเผยว่า ค่าการกลั่นโดยรวมยังคงทรงตัว แม้มีการปรับลดราคาบางส่วน ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไปยังภูมิภาคแอฟริกา อาร์เจนตินา และตะวันออกไกลเพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเผชิญภาวะผลิตภัณฑ์กลั่นล้นตลาด จากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ และอาจต้องพิจารณาปรับลดอัตราการกลั่น หากข้อจำกัดด้านการส่งออกจากภาครัฐยังคงอยู่

บริษัทคาดการณ์ค่าการกลั่น (GRM) ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ระดับประมาณ 18 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทรงตัวจากไตรมาสก่อน และคาดว่า GRM เฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน บริษัทได้ดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนแล้วจำนวน 3.5 ล้านหุ้น จากทั้งหมด 29.5 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.14% ของทุนชำระแล้ว ภายใต้งบประมาณ 1,100 ล้านบาท และอยู่ระหว่างแผนซื้อหุ้นคืนระยะ 3 ปี (2569–2571) มูลค่ารวม 3,800 ล้านบาท

ด้านบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC โดยนายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ระบุว่า ธุรกิจยังคงเติบโตได้ดี แม้ภาวะการบริโภคจะชะลอตัว โดยพอร์ตสินเชื่อมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจาก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นจาก 500 สาขา เป็น 8,754 สาขา ในไตรมาส 1 ปี 2569 และตั้งเป้าขยายเป็น 9,000 สาขาภายในสิ้นปี 2569

บริษัทมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางออฟไลน์ โดยมีอายุสินเชื่อเฉลี่ย 1.5–2.0 ปี และวงเงินเฉลี่ยประมาณ 700 ดอลลาร์สหรัฐ มีลูกค้าที่ใช้งานจริง 3.6 ล้านราย จากฐานลูกค้ารวม 5 ล้านราย ขณะที่อัตราการลาออกของพนักงานอยู่ในระดับต่ำเพียง 4% เทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 25% ด้านคุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น โดย NPL ลดลงจาก 3.6% ในปี 2565 เหลือ 2.5% ในไตรมาส 1 ปี 2569 และต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตลดลงจาก 2.5% เหลือ 2.1%

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ระดับ 10% ต่อปี ในช่วงปี 2569–2571 พร้อมรักษาความแข็งแกร่งของงบดุล โดยมีอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ 3.4 เท่า

สำหรับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR โดยหม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ระบุว่า ธุรกิจ EV ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยสถานีชาร์จมีชั่วโมงให้บริการเพิ่มขึ้นจาก 4 ชั่วโมง เป็น 6 ชั่วโมงต่อวัน มีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ารับบริการราว 330,000 คัน และมีสมาชิกสถานีชาร์จรวม 600,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ใช้งาน EV จริงประมาณ 220,000 ราย

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนลงทุนในธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดใกล้สนามบินและแหล่งท่องเที่ยว จำนวน 5 แห่งในปี 2570 และอีก 1 แห่งในปี 2571 ด้วยงบลงทุนเริ่มต้น 700 ล้านบาท โดย OR ถือหุ้น 49% และ Central Plaza Hotel ถือหุ้น 51% ขณะเดียวกันบริษัทได้จัดสรรงบลงทุนระยะ 5 ปี รวม 58,000 ล้านบาท โดยในปี 2569 วางแผนลงทุน 18,700 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ใช้สำหรับการขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 89 แห่ง

ด้านบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB นางสาวนันทนา ทวีรัตนศิลป์ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ในระยะยาว โดยตั้งเป้า ROE ที่ระดับ 11% ภายใน 2–3 ปี จากระดับ 8.2% ในไตรมาส 1 ปี 2569 และ ROA ที่ระดับ 4–5% จากปัจจุบันราว 2%

ขณะที่ธุรกิจบัตรเครดิต Card X มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 14% และอยู่ในอันดับ 3 ของตลาด บริษัทเปิดกว้างต่อโอกาสการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) เพื่อขยายธุรกิจรายย่อย โดยคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อในปี 2569–2570 จะมาจากสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อที่อยู่อาศัย และตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมในระดับต่ำถึงกลางหลักเดียวในปี 2569

ด้านบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน (CFO) เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งเน้นการเติบโตในภูมิภาค โดยดำเนินธุรกิจในฐานะผู้นำตลาดในไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยธุรกิจ Fajar ในอินโดนีเซียสามารถทำจุดคุ้มทุนได้ในไตรมาส 1 ปี 2569 และคาดว่าจะสามารถสร้างกำไรได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนขยายการเข้าซื้อกิจการโรงงานบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซียเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร และยังคงมองหาโอกาสในการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

ขณะเดียวกัน นายอัสสเดช คงสิริ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ผลักดันโครงการ Jump+ เพื่อยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน โดยปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 142 แห่ง ครอบคลุมทั้งตลาด SET และ mai รวมถึงบริษัทในดัชนี SET50 และ SET100 บางส่วน

โครงการดังกล่าวมุ่งสนับสนุนด้านเงินทุน การวิจัย การลดค่าธรรมเนียม และสิทธิประโยชน์ทางภาษี อีกทั้งยังมีการหารือเกี่ยวกับการพัฒนากฎเกณฑ์ตลาด อาทิ Free Float และชั่วโมงการซื้อขาย รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับหุ้นขนาดใหญ่บางตัว โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาคุณภาพตลาดทุน ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

Back to top button