
HENG กำไร Q1 โต 20% รับแผนลดสาขา–คุมหนี้ ดันโตยั่งยืน เล็งจ่ายปันผลเพิ่ม
HENG เผยงบไตรมาส 1/69 พลิกกำไร 63.1 ล้านบาท โต 20.4% หลังปรับกลยุทธ์ลดสาขา เน้นปล่อยสินเชื่อคุณภาพผ่านพันธมิตร ดันต้นทุนลดฮวบ มั่นใจคุม NPL สิ้นปีแตะ 6-7% พร้อมลดหนี้กด D/E แย้มเล็งจ่ายปันผลเพิ่ม
นายวิชัย ศุภสาธิตกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ HENG เปิดเผยภาพรวมธุรกิจผ่านงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทประสบความสำเร็จและมีตัวเลขที่เป็นที่น่าพึงพอใจ โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 63.1 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) 15.2% ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการพลิกกลับมามีกำไรเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 414.4 ล้านบาท
สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เกิดจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงนโยบายครั้งสำคัญของ HENG ที่มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร โดยบริษัทได้ดำเนินการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ด้วยการทยอยปิดสาขาที่ไม่สร้างผลกำไร ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีสาขาคงเหลือ 450 สาขา ลดลง 293 สาขา จากสิ้นปี 2568 ที่มีอยู่ 743 สาขา (จากที่เคยมีสูงสุดถึง 1,000 สาขาในปี 2567)
ทั้งนี้ HENG ได้นำเครือข่ายพันธมิตรเข้ามาทดแทนสาขาที่ปิดตัวลง ซึ่งปัจจุบันถือว่ามีความแข็งแกร่งและครอบคลุมเพียงพอ ประกอบด้วย พันธมิตรกลุ่มเต็นท์รถยนต์ 6,000 แห่ง, ร้านค้าการเกษตรและปุ๋ย (รองรับสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์) 2,500 แห่ง และร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า (กลุ่มเครื่องปรับอากาศ) อีก 1,000 แห่ง โดยสัดส่วนสาขาในปัจจุบันกระจายตัวอยู่ในภาคเหนือ 36%, ภาคกลาง 30%, ภาคอีสาน 23% และภาคอื่นๆ 11%
สำหรับภาพรวมพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ระดับ 8,612 ล้านบาท หดตัวลง 8.3% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง (Tightened Credit Policy) ในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน โดยโครงสร้างพอร์ตหลักยังคงเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกันคิดเป็น 96.5% (แบ่งเป็นสินเชื่อจำนำทะเบียน 72.6%, สินเชื่อเช่าซื้อ 21.4% และสินเชื่อที่มีที่ดิน/สิ่งปลูกสร้างค้ำประกัน 2.5%) ส่วนสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันมีสัดส่วนเพียง 3.5% ทางด้านความเสี่ยงจากความผันผวนของราคารถยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้น ปัจจุบันไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากพอร์ตสินเชื่อ 100% เป็นกลุ่มรถยนต์สันดาปทั้งหมด
ในด้านของคุณภาพหนี้ HENG มีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนจากการคัดกรองลูกค้าที่มีรายได้ชัดเจน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเข้ามายกระดับการติดตามหนี้แบบเรียลไทม์ และมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (PDR) ส่งผลให้ลูกหนี้กลุ่ม Stage 1 ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 73.4% ขณะที่ลูกหนี้กลุ่ม Stage 2 ลดลงเหลือ 19.3% และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 7.3% (จากระดับ 7.5% เมื่อสิ้นปีก่อน) โดยบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะควบคุม NPL ให้อยู่ในระดับ 6-7% ภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวม (ECL to Total Loan) ยังปรับลดลงมาอยู่ที่ 8.1% และ Credit Cost ลดลงเหลือ 4.2%
อัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อ (Yield) ในไตรมาส 1/2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 17.5% จากผลกระทบของขนาด NPL ที่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้เต็มหน่วย ขณะที่ต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) ปรับลดลงเหลือ 5.2% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Spread) อยู่ที่ระดับ 12.3% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 37.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 35.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการปิดสาขา, การลดลงของ ECL และผลขาดทุนจากการจำหน่ายรถยึดที่ลดลงจากคุณภาพพอร์ตที่ดีขึ้น
ฐานะทางการเงินของ HENG มีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมีสินทรัพย์รวม 8,470 ล้านบาท หนี้สินรวม 3,297.4 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 5,139.6 ล้านบาท บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกถึง 811.9 ล้านบาท และได้นำไปทยอยชำระคืนเงินกู้ยืม ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 0.6 เท่า จากในอดีตที่เคยสูงถึง 2 เท่า โดยบริษัทตั้งเป้าหมายจะกด D/E ให้ลดลงเหลือ 0.3 เท่าภายในสิ้นปีนี้
“แม้ว่าพอร์ตสินเชื่อของเราอาจจะเล็กลงจากในอดีตที่เคยทำจุดสูงสุดถึง 15,000 ล้านบาท และอาจลดลงมาอยู่ในระดับ 7,000 ล้านบาทในอนาคต แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือหนี้สินของบริษัทกำลังจะหมดไป ต้นทุนที่ลดลงมหาศาลจะทำให้เรามีกำไรที่เติบโตอย่างยั่งยืน มีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และท้ายที่สุดเราเชื่อมั่นว่าจะสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป” นายวิชัย กล่าวทิ้งท้าย
นอกจากนี้ บริษัทยังคงตอกย้ำมาตรฐานการดำเนินธุรกิจด้วยการได้รับรางวัลด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประเมินหุ้นยั่งยืน ESG ระดับ 3A, รางวัลการกำกับดูแลกิจการ (CG Rating) ระดับ 5 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4, คะแนน CGR ระดับ 100 คะแนนเต็ม 4 ปีซ้อน รวมถึงรางวัล Future Trend Award 2026 และเป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC)

