BYD มั่นใจควบ “คิงส์ฟอร์ด” เสร็จไตรมาส 3 ดัน AUM แตะ 3 หมื่นล้านบาท

“บล.บียอนด์” มั่นใจผลงานปี 69 โตต่อเนื่อง หลังควบรวมคิงส์ฟอร์ดเสร็จในไตรมาส 3 หนุนฐานลูกค้าแข็งแกร่ง ตั้งเป้าดัน AUM แตะ 3 หมื่นล้านบาท ลุ้นธุรกิจเทิร์นอะราวด์ ขณะที่ไทยสมายล์บัสแนวโน้มดีขึ้น หนุนภาระตั้งสำรองลดลง


นายจักรกริช เจริญเมธาชัย กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานที่ปรึกษาการลงทุนและความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD เปิดเผยผ่านงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ว่า ทิศทางผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงสร้างของกลุ่มธุรกิจที่จะปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบโฮลดิ้ง

ขณะที่ในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นธุรกิจหลักในการสร้างกระแสเงินสดให้แก่บริษัท คาดการณ์ว่าจะเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายหลังการควบรวมกิจการกับ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) โดยประเมินว่ามูลค่าการซื้อขายของธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ (Brokerage) จะปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การควบรวมกิจการยังก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากการลดต้นทุนและนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งจะหนุนให้ผลประกอบการของธุรกิจหลักทรัพย์ดีขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายในการปรับโครงสร้างรายได้ใหม่เพื่อนำไปสู่การพลิกฟื้นธุรกิจ (Turnaround) โดยตั้งเป้าผลักดันให้มีรายได้จากค่าธรรมเนียมในส่วนของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) จากฐานลูกค้าเดิมของคิงส์ฟอร์ดเพิ่มขึ้นเป็น 30% ซึ่งจะทำให้โครงสร้างรายได้รวมของบริษัทใหม่มีสัดส่วนมาจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง 50% ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ 45% และรายได้จากดอกเบี้ยอื่นๆ อีก 5% โดยคาดว่าประสิทธิภาพจากการควบรวมกิจการจะเริ่มรับรู้ได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 และเห็นผล Synergy อย่างชัดเจนในไตรมาส 4 ของปีนี้ หลังจากการโอนย้ายลูกค้าและปรับโครงสร้างองค์กรแล้วเสร็จ

สำหรับสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ปัจจุบันอยู่ที่ระดับเกือบ 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา โดยได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้ารัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่กว่า 30 แห่ง มูลนิธิ กลุ่มลูกค้าสถาบัน ลูกค้า Private Banking และลูกค้ารายย่อย

ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่า AUM จะสามารถเติบโตได้อีกอย่างน้อย 20% และหากผนวกกับศักยภาพของฐานลูกค้าคิงส์ฟอร์ด คาดว่าจะผลักดันให้ AUM พุ่งแตะระดับ 30,000 ล้านบาทได้ในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า ซึ่งจะสนับสนุนให้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับความคืบหน้าของธุรกิจรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าภายใต้บริษัท ไทยสมายล์บัส จำกัด แม้จะยังไม่มีการจ่ายเงินปันผลในขณะนี้ แต่ทิศทางผลประกอบการถือว่าปรับตัวดีขึ้น โดยรับรู้ผลขาดทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารที่เติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยบวกเหล่านี้จะส่งผลให้ความเสี่ยงในการตั้งสำรองของบริษัทลดลงตามไปด้วย

อนึ่งผลประกอบการบริษัทไตรมาส 1/2569 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 18.61 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รายงานผลขาดทุนสุทธิ 240.92 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้ค่านายหน้าและค่าธรรมเนียม ควบคู่ไปกับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต

โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 309.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 292.35 ล้านบาท รับแรงหนุนสำคัญจากรายได้ค่านายหน้าที่เพิ่มขึ้น 59.57% แตะระดับ 68.25 ล้านบาท ตามมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยในตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 60,812 ล้านบาทต่อวัน จากเดิม 40,163 ล้านบาทต่อวัน รวมถึงการเติบโตของค่านายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

Company Snapshot

Back to top button