FSMART วางงบลงทุนปีนี้พันล้านบาท เร่งปั้น “กิ้งก่า” ลุย EV เต็มสูบ ดันหัวชาร์จแตะ 1,000

FSMART ทุ่มงบลงทุนปีนี้ 1,000 ล้านบาท เร่งขยายพอร์ตสินเชื่อแตะ 2,200 ล้านบาท ดัน “กิ้งก่า Charge Point” ครบ 1,000 หัวชาร์จ พร้อมเปิดตัวตู้ทอด-ตู้น้ำแข็งอัตโนมัติครึ่งปีหลัง


นายณรงศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART  เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 27 พ.ค.69 ว่าช่วงไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 135.49 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 632 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับแผนลงทุนปี 2569 บริษัทวางงบลงทุนรวมไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยจัดสรรงบ 800-900 ล้านบาท สำหรับธุรกิจสินเชื่อ และอีก 50-100 ล้านบาท สำหรับขยายสถานีชาร์จ “กิ้งก่า Charge Point” ส่วนที่เหลือใช้พัฒนาระบบภายในและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี

โดยธุรกิจ “ตู้บุญเติม” ปัจจุบันมีตู้ให้บริการกว่า 120,000 ตู้ทั่วประเทศ ครอบคลุมถึงระดับหมู่บ้าน และมีฐานลูกค้าประจำมากกว่า 10 ล้านราย โดยมียอดทำรายการเฉลี่ยกว่า 1 ล้านรายการต่อวัน รองรับทั้งบริการเติมเงิน รับชำระเงิน และธุรกรรมทางการเงินสำหรับประชาชนฐานราก

ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าขยายบริการ Banking Agent ล่าสุดเพิ่มพันธมิตรธนาคารเป็น 9 แห่ง หลังร่วมมือกับธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) เพื่อเพิ่มช่องทางฝากเงินให้ลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกมากขึ้น

นอกจากนี้ FSMART ยังเร่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีอยู่กว่า 4 ล้านคนในประเทศไทย โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานแล้วประมาณ 700,000 ราย และยังเติบโตต่อเนื่องทุกไตรมาส พร้อมเตรียมเปิดบริการโอนเงินข้ามประเทศ หลังได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย และอยู่ระหว่างทดสอบระบบ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาสนี้

บริษัทยังเตรียมเพิ่มบริการจำหน่าย “สลาก กอช.” หรือสลากออมเพื่อการเกษียณ ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เพื่อเพิ่มรายได้และขยายฐานบริการสู่กลุ่มลูกค้ารากหญ้ามากขึ้น

ด้านธุรกิจสินเชื่อภายใต้ FSMART Capital บริษัทตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปีนี้แตะ 2,200 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,400-1,500 ล้านบาท โดยคาดว่าพอร์ตจะเริ่มเติบโตชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป

บริษัทตั้งเป้าควบคุมอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ที่ระดับ 5-6% และมีเป้าหมายภายในต่ำกว่า 5% ผ่านการใช้ระบบ Credit Scoring และ AI เพื่อวิเคราะห์และติดตามลูกหนี้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมมุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐ ซึ่งมีฐานสมาชิกประมาณ 1.5-2 ล้านราย และใช้ระบบผูกบัญชีตัดชำระอัตโนมัติเพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิต

สำหรับธุรกิจ Automatic Kiosk บริษัทเดินหน้าขยายทั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “กิ้งก่า Charge Point” และตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติ “เต่าบิน” เพื่อสร้าง Ecosystem ด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์

ปัจจุบัน “กิ้งก่า Charge Point” มีจำนวนหัวชาร์จรวม 596 หัวทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเป็น 1,000 หัวภายในสิ้นปีนี้ โดยยอดใช้งานเติบโต 20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส จากการเติบโตของตลาดรถยนต์ EV และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

บริษัทมุ่งติดตั้งเครื่องชาร์จแบบ DC ขนาด 40kW ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการชาร์จ พร้อมเชื่อมต่อบริการกับ “เต่าบิน” เพื่อสร้างประสบการณ์ใช้งานครบวงจรระหว่างรอชาร์จรถ

ขณะที่ “เต่าบิน” ได้เปิดตัวตู้รูปแบบพรีเมียมที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงและพัฒนา UI ดีไซน์ใหม่ เพื่อเจาะตลาดศูนย์การค้าและพื้นที่ระดับพรีเมียม พร้อมเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น “ตู้ทำน้ำแข็งพร้อมโซดา” และ “ตู้ทอดอัตโนมัติ” ภายในช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้

ในส่วนต่างประเทศ ปัจจุบันเต่าบินมีการดำเนินงานในฮ่องกง 134 ตู้ มาเลเซีย 279 ตู้ และออสเตรเลีย 288 ตู้ ขณะที่ตลาดอังกฤษ แม้มีเพียง 16 ตู้ แต่สามารถสร้างยอดขายเฉลี่ยต่อแก้วได้สูงถึง 136 บาท สะท้อนศักยภาพการเติบโตในตลาดต่างประเทศ

ด้านเป้าหมายทางการเงิน บริษัทตั้งเป้าเพิ่มกำไรสุทธิแตะระดับ 700 ล้านบาทภายใน 3 ปีข้างหน้า หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 20% ต่อปี

นอกจากนี้ FSMART ยังเตรียมรุกธุรกิจ Property Tech ผ่านการจัดตั้งบริษัทใหม่ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร รองรับบริการซื้อ ขาย และเช่า โดยคาดว่าจะจัดตั้งบริษัทแล้วเสร็จภายในเดือนหน้า และเปิดให้บริการได้ภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ ในแผน JUMP+ ระยะ 3-5 ปี บริษัทคาดว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจนอกเหนือจากตู้บุญเติม ทั้งสินเชื่อ เต่าบิน และกิ้งก่า Charge Point จะเพิ่มขึ้นเป็น 35-40% ของรายได้รวม ขณะที่สัดส่วนรายได้จากธุรกิจตู้บุญเติมจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 55-60% สะท้อนทิศทางการปรับโครงสร้างธุรกิจสู่การเติบโตแบบกระจายความเสี่ยงในอนาคต

Back to top button