“กรรณ์” มองหุ้นไทยขาขึ้น รับดีลหยุดยิง แนะสะสมก่อน SET แตะ 1,600 จุด ชูแบงก์-รพ.เด่น

“กรรณ์ หทัยศรัทธา” ชี้หุ้นไทยขาขึ้น รับแรงหนุนดีลหยุดยิง 60 วัน แนะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี ก่อน SET แตะ 1,600 จุด แนะเลือกหุ้นกลุ่มธนาคาร-โรงพยาบาลเด่น อาทิ KBANK, SCB, BDMS พร้อมจับตา DELTA-MSCI Rebalance


นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 29 พ.ค.69 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแนวโน้มได้รับ Sentiment เชิงบวกจากสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการขยายเวลาหยุดยิงออกไป 60 วัน และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกสำคัญนับตั้งแต่เกิดความตึงเครียดรอบล่าสุด

ทั้งนี้ ประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงตลาดหุ้นไทย มีโอกาสเปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย SET Index มีลุ้นขยับขึ้นใกล้ระดับ 1,580 จุด และหากหุ้น DELTA ไม่ได้รับแรงกดดันจากประเด็นมาตรการกำกับซื้อขาย อาจมีโอกาสหนุนดัชนีเข้าใกล้ระดับ 1,600 จุดได้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องระมัดระวังความผันผวนจากปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้ตลอดเวลา โดยนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Bond Yield เป็น 2 ปัจจัยสำคัญที่นายทรัมป์ให้ความสำคัญ เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ต้นทุนทางการเงิน การบริโภค และการกู้ยืมของภาคธุรกิจ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นสูงเกินไป อาจกดดันกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

สำหรับประเด็น MSCI Rebalance ที่จะมีผลในวันนี้ CGSI ประเมินเบื้องต้นว่า หุ้นที่มีโอกาสได้รับเม็ดเงินไหลเข้า ได้แก่ DELTA, PTT, TRUE, KBANK, KTB และ SCB ขณะที่หุ้นที่อาจเผชิญแรงขายออก ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้าและพลังงานต้นน้ำ เช่น GULF และ PTTEP

ในส่วนของ KBANK ซึ่งมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มองว่าเป็นหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่มักได้รับความสนใจจากเม็ดเงินต่างชาติเมื่อมี Fund Flow ไหลเข้าตลาดไทย อีกทั้งตลาดเริ่มประเมินว่าแนวโน้มดอกเบี้ยอาจไม่ปรับลดลง และมีโอกาสเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงไตรมาส 4/2569 ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธนาคาร

ด้านกลยุทธ์การเลือกกลุ่มอุตสาหกรรม นักวิเคราะห์มองว่ากลุ่มที่ยังมีความโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มธนาคารและโรงพยาบาล โดยกลุ่มธนาคารได้แรงหนุนจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ไม่ปรับลดลง ขณะที่ยังมีรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจประกัน และการควบคุมต้นทุน รวมถึงมีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจ

ส่วนกลุ่มโรงพยาบาล เช่น BDMS ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำกว่าหลายกลุ่มอุตสาหกรรมในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์เตือนให้ระมัดระวังการลงทุนในกลุ่มไฟแนนซ์ ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และร้านอาหาร เนื่องจากยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อที่อ่อนแอ และการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะถัดไป

สำหรับหุ้นทางเลือกในเชิงเก็งกำไร มองว่า DELTA เหมาะกับการเทรดตามทิศทางดัชนีมากกว่าการลงทุนระยะยาวในจังหวะนี้ เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ขณะที่ CCET อาจเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และมีความน่าสนใจในการถือลุ้นมากกว่า DELTA ในบางจังหวะ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะที่ดัชนียังอยู่บริเวณปลาย 1,500 จุด ในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี เพราะหาก SET Index ปรับขึ้นสู่ระดับ 1,600 จุด การเลือกหุ้นจะทำได้ยากขึ้น ขณะที่ภาพทางเทคนิคของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในทิศทางที่ดี นักลงทุนจึงควรวางกลยุทธ์แยกให้ชัดเจนระหว่างหุ้นสำหรับเก็งกำไรระยะสั้นและหุ้นที่เหมาะต่อการถือครองระยะกลางถึงยาว

Back to top button