
“หุ้นเอเชีย” เปิดลบ! เทขายกลุ่มเทคฯ ตามวอลล์สตรีท กด KOSPI ร่วงกว่า 4%
"ตลาดหุ้นเอเชีย" เปิดลบตามทิศทางวอลล์สตรีท นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังบรอดคอมเผยผลประกอบการต่ำกว่าคาด กด KOSPI ร่วงกว่า 4% ขณะที่ Samsung และ SK hynix ดิ่งแรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 มิ.ย. 2569) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ โดยได้รับแรงกดดันจากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวลงแรงเมื่อคืนที่ผ่านมา จากความผิดหวังต่อผลประกอบการของบริษัท บรอดคอม (Broadcom) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 67,115.00 จุด ลดลง 355.69 จุด หรือ 0.53% ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,186.12 จุด ลดลง 67.28 จุด หรือ 0.27% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,044.83 จุด ลดลง 12.95 จุด หรือ 0.32%
ขณะที่ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลง 0.2% ส่วนดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลง 4.11% โดยหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ของเกาหลีใต้เผชิญแรงขายหนัก นำโดย Samsung ลดลง 6% และ SK hynix ดิ่งลง 8% ในช่วงเช้าวันนี้
บรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคถูกกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มชิปในตลาดหุ้นนิวยอร์ก หลังหุ้นบรอดคอมปิดตลาดร่วงลงกว่า 12% ภายหลังบริษัทเปิดเผยรายได้ไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ส่งผลให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มชิปและโยกเม็ดเงินไปยังหุ้นกลุ่มอื่นนอกเหนือจากกลุ่มเทคโนโลยี
ทั้งนี้ แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้ฉุดดัชนี Nasdaq ปิดลบในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สวนทางกับดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากข่าวอิสราเอลและเลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งอาจปูทางไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงติดตามสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึงความพยายามของทุกฝ่ายในการยุติความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและทิศทางตลาดการเงินโลกในระยะถัดไป
นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อประเมินสัญญาณตลาดแรงงานและแนวโน้มการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยนักวิเคราะห์คาดว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพฤษภาคมจะเพิ่มขึ้น 95,000 ตำแหน่ง ชะลอลงจากเดือนเมษายนที่เพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 4.3%
