
“ฟันด์โฟลว์” หวนคืนหุ้นไทย ดัน PTTEP-PTT-KBANK-GULF ผงาดแชมป์ซื้อสูงสุด
กระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นเดือนมิ.ย. 69 สะท้อนผ่านการเข้าซื้อสุทธิต่อเนื่องและธุรกรรม NVDR โดยหุ้นพลังงาน ธนาคาร และบลูชิพขนาดใหญ่ นำโดย PTTEP, PTT, KBANK และ GULF เป็นเป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 เริ่มเห็นสัญญาณการกลับเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติ โดยเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 1–5 มิถุนายน 2569 รวมมูลค่าซื้อสุทธิทั้งสิ้น 5,767.23 ล้านบาท ขณะเดียวกัน หากพิจารณาข้อมูลนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2569 พบว่ามียอดซื้อสุทธิสะสมจำนวน 26,084.58 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มทยอยไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง
ทั้งนี้ เมื่ออ้างอิงข้อมูลการซื้อขายผ่านบัญชีเอ็นวีดีอาร์ (NVDR) พบว่า ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 36,456.28 ล้านบาท จากมูลค่าการซื้อขายรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่ระดับ 68,404.89 ล้านบาท สิ่งนี้สะท้อนถึงแรงเคลื่อนไหวของฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามามีบทบาทในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อสุทธิสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH มูลค่าซื้อสุทธิ 554.95 ล้านบาท, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC มูลค่าซื้อสุทธิ 538.94 ล้านบาท, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK มูลค่าซื้อสุทธิ 352.59 ล้านบาท, บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP มูลค่าซื้อสุทธิ 186.81 ล้านบาท, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI มูลค่าซื้อสุทธิ 172.39 ล้านบาท, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS มูลค่าซื้อสุทธิ 171.49 ล้านบาท, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB มูลค่าซื้อสุทธิ 165.17 ล้านบาท, บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC มูลค่าซื้อสุทธิ 116.15 ล้านบาท, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT มูลค่าซื้อสุทธิ 95.64 ล้านบาท และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC มูลค่าซื้อสุทธิ 94.10 ล้านบาท
ขณะที่ข้อมูลการซื้อขายผ่าน NVDR ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า 10 หลักทรัพย์ที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสูงสุด ได้แก่ KBANK มูลค่าซื้อสุทธิ 10,432.97 ล้านบาท, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มูลค่าซื้อสุทธิ 6,860.20 ล้านบาท, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มูลค่าซื้อสุทธิ 6,395.57 ล้านบาท, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มูลค่าซื้อสุทธิ 4,299.25 ล้านบาท, บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA มูลค่าซื้อสุทธิ 2,588.28 ล้านบาท, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP มูลค่าซื้อสุทธิ 2,349.19 ล้านบาท, PTTGC มูลค่าซื้อสุทธิ 1,899.87 ล้านบาท, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มูลค่าซื้อสุทธิ 1,694.69 ล้านบาท, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มูลค่าซื้อสุทธิ 1,624.76 ล้านบาท และ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE มูลค่าซื้อสุทธิ 1,133.18 ล้านบาท
นอกจากนี้ หากพิจารณาย้อนข้อมูลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าการซื้อขายผ่าน NVDR ของนักลงทุนต่างชาติในกลุ่มหลักทรัพย์สูงสุด ได้แก่ PTTEP มูลค่าซื้อสุทธิ 27,448.09 ล้านบาท, PTT มูลค่าซื้อสุทธิ 19,411.33 ล้านบาท, KBANK มูลค่าซื้อสุทธิ 15,478.86 ล้านบาท, GULF มูลค่าซื้อสุทธิ 6,620.35 ล้านบาท, BBL มูลค่าซื้อสุทธิ 6,373.70 ล้านบาท, KTB มูลค่าซื้อสุทธิ 5,379.73 ล้านบาท, DELTA มูลค่าซื้อสุทธิ 5,349.07 ล้านบาท, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL มูลค่าซื้อสุทธิ 4,368.78 ล้านบาท, PTTGC มูลค่าซื้อสุทธิ 4,287.53 ล้านบาท, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP มูลค่าซื้อสุทธิ 4,139.34 ล้านบาท และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มูลค่าซื้อสุทธิ 3,307.34 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนภาพรวมการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

