“ทรีนีตี้” ชี้หุ้นไทย มิ.ย.ผันผวน จับตาดอกเบี้ย-เงินเฟ้อ แนะเก็บ 10 หุ้นปลอดภัย

TRINITY มองตลาดหุ้นไทยเดือนมิ.ย. 69 ส่อแววผันผวนสูง จับตาทิศทางนโยบายการเงินจากธนาคารกลางสำคัญและตัวเลขเงินเฟ้อที่อาจกดดันให้ Bond Yield พุ่ง ชี้ดัชนีทะลุแนวต้าน 1,540 จุด แต่ EPS ยังทรงตัว แนะกลยุทธ์หลบภัย เลือกลงทุนกลุ่มเป้าหมาย Valuation ไม่สูง นำทัพโดยหุ้นปลอดภัย 10 บริษัทเด่น


นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด หรือ TRINITY เปิดเผยว่า แม้ดัชนีจะสามารถทะลุแนวต้านเดิมที่ระดับ 1,540 จุดขึ้นมาได้แล้ว แต่เนื่องจากการคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดยังคงทรงตัว จึงทำให้ดัชนีไม่สามารถขยับขยายแนวต้านดังกล่าวให้สูงขึ้นจากเดิมได้ ภายใต้สภาวะตลาดเช่นนี้ หากนักลงทุนมีความจำเป็นต้องเลือกลงทุน แนะนำให้เน้นกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่มี Valuation ไม่สูง และมีความเสี่ยงต่ำหาก Bond yield ปรับตัวเพิ่มขึ้น

โดยฝ่ายวิเคราะห์ฯ ได้คัดเลือกหุ้นเด่นใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น แนะนำ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แนะนำ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE

ส่วนกลุ่มการแพทย์ แนะนำ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แนะนำ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA และกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง แนะนำ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON

ทั้งนี้ นักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากปัจจุบันตลาดยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยเสี่ยง (Price in) เรื่องการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดเข้าไปในราคาสินทรัพย์มากนัก โดยเฉพาะโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ในเดือนนี้ ซึ่งตลาดยังไม่ได้สะท้อนความน่าจะเป็นอย่างเต็มที่ (Fully price in) โดยอยู่ที่ระดับ 89% และ 66% ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ซึ่งแม้ในรอบนี้อาจจะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่มีความเป็นไปได้ที่จะส่งสัญญาณคุมเข้มทางการเงิน (Hawkish) มากขึ้น เพื่อรับมือกับดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ทิศทางดัชนีหุ้นทั่วโลกในเดือนนี้จะแกว่งตัวผันผวน โดยปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามามีอิทธิพลคือการส่งสัญญาณจากการประชุมของธนาคารกลางสำคัญต่างๆ ซึ่งจะจัดการประชุมในเดือนนี้

Back to top button