
วิกฤตซ่อนเงา! เหล็กเตา IF ระเบิดปมความปลอดภัย “ก่อสร้างไทย-อาเซียน”
วิกฤตความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน: เจาะลึกปมร้อน “เหล็กเตา IF” ภัยเงียบสะเทือนอาเซียน หลังสัญญานเตือนคุมเข้มโรงงานในไทย
ความมั่นคงและความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ หลังเกิดกระแสความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับคุณภาพของเหล็กเส้นก่อสร้างที่ผลิตจากเตาหลอมไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ หรือ เตา IF (Induction Furnace) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่หลายประเทศทั่วโลกสั่งแบนเด็ดขาด แต่ยังคงมีการดำเนินกิจการและขยายตัวอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย
ชนวนเหตุของความกังวลครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีคำสั่งลงวันที่ 5 มิถุนายน 2569 อนุญาตให้ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด (SKY) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง สามารถกลับมาประกอบกิจการโรงงานผลิตเหล็กเส้นและเหล็กรูปพรรณได้ตามปกติ
ก่อนหน้านี้ โรงงานดังกล่าวถูกสั่งปิดปรับปรุงเป็นเวลากว่า 1 ปี ตั้งแต่สมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมทั้ง 2 ท่าน คือ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และนายธนกร วังบุญคงชนะ โดยเฉพาะในช่วงที่ “ทีมสุดซอย” ของนายเอกนัฏ ตรวจพบว่าโรงงานไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหลายด้าน ทั้งสินค้าเหล็กไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ปัญหามลพิษสูงเกินค่าควบคุม และความปลอดภัยในสถานประกอบการ
อย่างไรก็ดี กรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า จากการลงพื้นที่ตรวจติดตามพบว่าบริษัทได้ปรับปรุงระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ และผลการตรวจวัดค่าความเข้มข้นสารเจือปนจากปล่องระบายอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน รวมถึงปรับปรุงกระบวนการผลิตเหล็กให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จึงอนุญาตให้เปิดกิจการได้ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวได้สร้างความกังวลใจให้แก่สมาคมวิชาชีพและผู้ประกอบการเหล็กในประเทศเป็นอย่างมาก
เจาะลึกข้อจำกัดทางเทคนิค “เตา IF” ทำไมวิศวกรถึงกังวล?
ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) เผยว่า กลุ่มวิศวกรยังคงมีความกังวลอย่างต่อเนื่องในเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากเหล็กเป็นวัสดุแกนหลักของความแข็งแรงในโครงสร้างอาคาร
ในทางทฤษฎี การผลิตเหล็กให้ได้คุณภาพจากเตา IF สามารถทำได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นทำได้ยากมาก เนื่องจากเทคโนโลยีนี้มีข้อจำกัดร้ายแรง ดังนี้
ไม่มีระบบขจัดสารมลทิน ซึ่งเตา IF ไม่มีระบบออกซิเดชัน (Oxidation) และการสร้างสแลก (Slag) สำหรับกำจัดหรือดูดซับสารเจือปนที่เป็นอันตรายออกจากเศษเหล็ก เช่น ฟอสฟอรัส กำมะถัน หรือโบรอน
ภาวะ “เม็ดทรายในเนื้อเหล็ก” เนื่องจากเศษเหล็กในประเทศไทยมักปนเปื้อนสูงจากขยะและซากรถ หากไม่มีการปรุงน้ำเหล็ก สิ่งปนเปื้อนจะฝังตัวกระจายในเนื้อเหล็กเปรียบเสมือนเม็ดทรายขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ส่งผลให้เหล็กมีความเปราะ เหนียวน้อย และความต้านทานต่อความล้าต่ำ
ความเสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหว หากนำเหล็กชนิดนี้ไปใช้ในอาคารทั่วไปในภาวะปกติอาจไม่เห็นผลชัดเจน แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือแผ่นดินไหว แรงสั่นสะเทือนจะทำให้รอยแตกเริ่มลามจากสิ่งปนเปื้อนเหล่านี้ และส่งผลให้เหล็กหักโค่นลงมาทันที
หากต้องการให้เหล็กจากเตา IF มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ผู้ผลิตจำเป็นต้องมีกระบวนการเพิ่มเติม คือ การใช้ เตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace – LF) ควบคู่ไปกับการคัดสรรเศษเหล็กดิบที่มีคุณภาพสูงมาก อย่างไรก็ตาม การลงทุนในเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) มีต้นทุนที่สูงมาก ซึ่งจะทำให้ข้อได้เปรียบด้าน “ราคาถูก” ของเตา IF หมดไปทันทีเมื่อเทียบกับเตาหลอมไฟฟ้ามาตรฐานสากลอย่าง EAF (Electric Arc Furnace) หรือเตา BF/BOF ที่มีระบบปรุงส่วนผสมน้ำเหล็ก (Refining) ให้สะอาดบริสุทธิ์
ย้อนรอย มอก. ปี 59 ช่องโหว่ทางกฎหมายและเส้นทางโรงเหล็ก IF ในไทย
เมื่อย้อนกลับไปในอดีต มาตรฐานเหล็กเส้นของไทย (มอก.20 สำหรับเหล็กเส้นกลม และ มอก.24 สำหรับเหล็กข้ออ้อย) เคยมีความเข้มงวดสูงมาก โดยกำหนดให้ต้องผลิตจากกระบวนการหลอมมาตรฐานสากล เช่น Open Hearth, BOF หรือ EAF เท่านั้น
ทว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2558-2559 เมื่อมีการแก้ไข มอก. ทั้งสองฉบับ โดยปรับแก้ถ้อยคำในข้อกำหนดกรรมวิธีการผลิต จากเดิมที่ล็อกประเภทเตาหลอมอย่างชัดเจน เปลี่ยนเป็นใช้คำว่า “ต้องมีกรรมวิธีอันใดอันหนึ่ง” การปรับปรุงถ้อยคำในครั้งนั้นกลายเป็นการเปิดช่องทางตามกฎหมายให้โรงงานสามารถนำเทคโนโลยีเตา IF เข้ามาใช้ผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างได้
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงงานเหล็กที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีเตา IF รวมทั้งสิ้น 12 แห่ง (และถูกสั่งปิดไป 1 แห่งในเดือนเมษายน 2569) กระจายตัวอยู่ในจังหวัดต่างๆ ดังนี้
1.บริษัท ซิน เคอ หยวน จำกัด (จ.ระยอง)
2.บริษัท เดอะ ซี เอส เอส สตีล จำกัด (เดิมชื่อ ชลบุรี สเปเชี่ยล สตีล กรุ๊ป) (จ.ชลบุรี)
3.บริษัท เอบี สตีล จำกัด (จ.สระแก้ว)
4.บริษัท เชาว์ สตีล จำกัด (จ.ปราจีนบุรี) (มีเตาปรุงน้ำเหล็ก LF)
5.บริษัท ไทยชิง/หยงซิง สตีล จำกัด (จ.ปราจีนบุรี) (มีเตาปรุงน้ำเหล็ก LF)
6.บริษัท ทีเอสบี เหล็กกล้า จำกัด (จ.ปราจีนบุรี)
7.บริษัท เคพีพี สตีล จำกัด (จ.ปราจีนบุรี)
8.บริษัท สิงห์ไทย สตีล จำกัด (จ.ปราจีนบุรี)
9.บริษัท ไทย เฮง สตีล จำกัด (จ.เพชรบุรี)
10.บริษัท ตงเป่า สตีล จำกัด (จ.นครราชสีมา)
11.บริษัท แอลเอ็น อุตสาหกรรมเหล็กไทย (เดิมชื่อ หลิ่ง หนัน สตีล) (จ.นครปฐม)
12.บริษัท บีเอ็นเอสเอส สตีล กรุ๊ป จำกัด (จ.ชลบุรี) (ถูกสั่งปิดเมื่อ เม.ย. 2569)
สรุปสถานการณ์ปัจจุบัน จากรายชื่อโรงงานเตา IF ทั้งหมดในประเทศไทย มีโรงงานที่มีการติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) เพียง 2 โรงเท่านั้น (คือ บริษัท เชาว์ สตีล จำกัด และ บริษัท ไทยชิง/หยงซิง สตีล จำกัด) ส่วนโรงงานที่เหลืออีก 9 แห่งที่ยังดำเนินการอยู่ ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก LF ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงสูงด้านคุณภาพเหล็ก
นโยบายไทยสวนทางโลก บทเรียน “ตึกเต้าหู้ถล่ม” จากจีน
สถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กของไทยในปัจจุบันกำลังเดินสวนทางกับทิศทางโลกอย่างสิ้นเชิง ประเทศจีนซึ่งเคยเป็นต้นทางเทคโนโลยีและเป็นผู้ใช้เตา IF รายใหญ่ที่สุด ได้ตระหนักถึงภัยเงียบนี้หลังจากประสบปัญหา “ตึกเต้าหู้ถล่ม” ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากเหล็กด้อยคุณภาพจากเตา IF
ส่งผลให้รัฐบาลจีนประกาศยกเลิกและสั่งแบนการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างจากเตา IF อย่างเด็ดขาดตั้งแต่ปี 2560 โดยสั่งปิดโรงงานเหล็กประเภทนี้กว่า 600 แห่งทั่วประเทศ คิดเป็นกำลังการผลิตกว่า 120 ล้านตันภายในเวลาเพียง 6 เดือน พร้อมจัดให้เหล็กจากเตา IF เป็น “เหล็กที่ต่ำกว่ามาตรฐาน” และบังคับให้การผลิตเหล็กเส้นต้องมาจากเตา BOF และ EAF เท่านั้น
แหล่งข่าวจากวงการผู้ผลิตเหล็กเปิดเผยว่า เป็นเรื่องตลกที่น่าเศร้าเมื่อเครื่องจักรที่ถูกสั่งแบนและถอดถอนจากประเทศจีนเหล่านั้น กลับถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาติดตั้งเป็นเครื่องมือสองในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันผ่านการเข้ามาซื้อหุ้นและการตั้งโรงงานใหม่โดยทุนจีน
เช่นเดียวกับในระดับภูมิภาค สภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน (ASEAN Iron & Steel Council – AISC) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลขั้นรุนแรง โดยอ้างอิงผลทดสอบในประเทศมาเลเซียที่พบว่า เหล็กจากเตา IF มีค่า K4 (ตัวชี้วัดระดับสิ่งเจือปน) สูงกว่าเหล็กจากเตา EAF หรือ BOF ถึง 4-5 เท่า ขณะที่อินเดียได้ประกาศห้ามใช้เหล็ก IF ในงานโครงสร้างสำคัญ เวียดนามมีแผนทยอยลดการใช้ และฟิลิปปินส์อยู่ระหว่างปราบปรามเหล็กไม่ได้มาตรฐานอย่างเข้มงวด
ช่องโหว่ภาครัฐ และข้อเสนอแนะเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ
ดร.อมร ได้แสดงความกังวลเพิ่มเติมถึงกระบวนการตรวจสอบของภาครัฐ โดยระบุว่า สมอ. อาจมีข้อจำกัดเรื่องกำลังคนในการตรวจติดตามโรงงานอย่างทั่วถึง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดกรณีที่ผู้ผลิตส่งตัวอย่างเหล็กที่ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพดีเป็นพิเศษไปตรวจเพื่อขอใบรับรอง มอก. แต่เหล็กที่ผลิตออกมาวางจำหน่ายจริงในท้องตลาดกลับไม่ได้คุณภาพตามนั้น ประกอบกับประชาชนทั่วไปไม่สามารถแยกแยะประเภทเตาหลอมจากรูปลักษณ์ภายนอกของเหล็กได้เลย
ในขณะที่ สมอ. อยู่ระหว่างการปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้น (ฉบับปี 2559) สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและ AISC จึงได้ยื่นข้อเรียกร้องเชิงรุกต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
แยกมาตรฐาน มอก. ให้ชัดเจน ควรแยกมาตรฐาน มอก. สำหรับเหล็กที่ผลิตจากเตา IF ออกมาจากเหล็กสากลทั่วไป ไม่ควรนำมาปะปนกัน
จำกัดขอบเขตการใช้งานอย่างเคร่งครัด อนุญาตให้ใช้เหล็กจากเตา IF เฉพาะในอาคารขนาดเล็กที่ไม่สำคัญ หรืออาคารสูงไม่เกิน 2 ชั้น และต้องไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว
ข้อห้ามเด็ดขาด ห้ามนำเหล็กจากเตา IF ไปใช้ในอาคารสูง โครงสร้างสะพานขนาดใหญ่ หรือโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีความสำคัญสูงโดยเด็ดขาด
วางนโยบายการทยอยยกเลิก กำหนดแผนงานเพื่อทยอยยกเลิกการใช้เทคโนโลยีเตา IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้างอย่างถาวรในระยะยาว เพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
วิกฤตเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมเหล็กเส้นครั้งนี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญของหน่วยงานภาครัฐว่าจะเลือกปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจระยะสั้น หรือจะเลือกดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อปกป้องชีวิตของประชาชนและรักษาความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาว