
ก.ล.ต. จ่อออกเกณฑ์ใหม่ บังคับ “บจ.” มีหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน ยกระดับธรรมาภิบาล
ก.ล.ต. เตรียมเปิดเฮียริ่งหลักเกณฑ์ใหม่ กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนต้องมีหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน ที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์ตามเกณฑ์ เพื่อยกระดับระบบควบคุมภายในและธรรมาภิบาล หลังพบปัญหาธุรกรรมผิดปกติและความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก.ล.ต. พบปัญหาที่เกิดขึ้นในบริษัทจดทะเบียนหลายกรณี ทั้งการทำธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) หรือนำไปสู่การทุจริตได้
ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้เร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อยกระดับความเข้มแข็งของบริษัทจดทะเบียน ทั้งการส่งเสริมความรู้และบทบาทของกรรมการ การพัฒนากระบวนการตรวจสอบภายใน การอบรมแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการยกระดับการทำหน้าที่ของกรรมการตรวจสอบ กรรมการอิสระ ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้สอบบัญชี
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลผู้สอบบัญชี โดยปัจจุบันกฎหมายให้อำนาจกำกับดูแลเฉพาะผู้สอบบัญชีรายบุคคลเท่านั้น ขณะที่ในอนาคตมีแนวคิดขยายการกำกับดูแลไปยังสำนักงานสอบบัญชีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลตลาดทุน
นายเอนก กล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการกำกับตลาดทุนได้เห็นชอบในหลักการที่จะออกประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการควบคุมภายในของบริษัทจดทะเบียน โดยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนต้องมี “หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน” ซึ่งต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งด้านคุณวุฒิ ความรู้วิชาชีพ และประสบการณ์การทำงาน
สำหรับคุณสมบัติที่กำหนดนั้น หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน จะต้องมีประกาศนียบัตรหรือคุณวุฒิวิชาชีพด้านการตรวจสอบภายใน ได้แก่ Internal Audit (IA), Internal Audit Practitioner (IAP) และ Professional Internal Auditor of Thailand ซึ่งออกโดยสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ดำรงตำแหน่งมีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญเพียงพอในการกำกับดูแลระบบควบคุมภายในของบริษัทจดทะเบียน
ขณะเดียวกัน ยังต้องมีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยอย่างน้อย 3 ปี ต้องเป็นประสบการณ์ด้านการตรวจสอบภายใน การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน หรือการกำกับดูแลกิจการ
ทั้งนี้ หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในจะต้องได้รับการแต่งตั้งโดยบริษัทจดทะเบียน และต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ของบริษัท
นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนจะต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในผ่านแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) และแบบ 56-1 One Report เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลและใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้
นายเอนก กล่าวว่า ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ต่อหลักเกณฑ์ดังกล่าวภายในเดือนมิถุนายนนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินกลางเดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อกำหนดแนวทางการบังคับใช้กับบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป
ทั้งนี้ ก่อนกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ก.ล.ต. ได้หารือร่วมกับภาคธุรกิจและสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าปัจจุบันมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติเพียงพอรองรับการบังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว และจะมีการกำหนดระยะเวลาปรับตัวที่เหมาะสมก่อนมีผลบังคับใช้
ส่วนประเด็นภาระต้นทุนของบริษัทจดทะเบียนนั้น เห็นว่าไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากกำหนดให้มีบุคลากรตามเกณฑ์เพียง 1 ตำแหน่ง ขณะที่ประโยชน์ที่ได้รับคือการยกระดับระบบการควบคุมภายในและการกำกับดูแลกิจการที่ดี
“เชื่อว่ากรรมการบริษัทส่วนใหญ่ย่อมต้องการให้ผู้ที่มีคุณสมบัติและความรู้ความสามารถด้านการตรวจสอบภายในเข้ามาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมตรวจสอบภายในอยู่แล้ว” นายเอนกกล่าว
ทั้งนี้ ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในควรรายงานตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee: AC) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer: CEO) เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ โดยในบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งได้ดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว
มาตรการดังกล่าวไม่ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับภาคธุรกิจ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการให้มีความชัดเจนมากขึ้นในลักษณะเดียวกับการกำหนดให้บริษัทมีประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (Chief Financial Officer: CFO) เพื่อรับผิดชอบงานด้านการเงินโดยเฉพาะ และเชื่อว่าจะช่วยให้กลไกการควบคุมดูแลภายในองค์กรมีความเข้มแข็งมากขึ้น
นายอเนก กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายกรณีที่เกิดความเสียหายหรือการทุจริตในบริษัทจดทะเบียนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าหากระบบการควบคุมภายในและกลไกตรวจสอบถ่วงดุล (Check and Balance) มีความรัดกุมเพียงพอ ความผิดปกติควรถูกตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และไม่ลุกลามจนสร้างความเสียหายในวงกว้าง
ยกตัวอย่างเช่น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ควรเปิดโอกาสให้บุคคลเพียงคนเดียวสามารถดำเนินการได้ครบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการทุจริต ขณะที่ฝ่ายตรวจสอบภายในมีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และรายงานข้อสังเกตต่อคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงที
“หากกลไกเหล่านี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหาย การทุจริต และธุรกรรมที่ผิดปกติได้” นายอเนกกล่าว

