
KTB ชี้ตะวันออกกลางป่วน ดันดอลลาร์แข็ง-ยีลด์สหรัฐพุ่ง แนะทยอยสะสมบอนด์
Krungthai GLOBAL MARKETS แบงก์กรุงไทย (KTB) มองความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยหลักกดดันตลาดการเงินโลก ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ทองคำอ่อนตัวต่อเนื่อง พร้อมประเมินเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงเคลื่อนไหวสองทิศทาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แนะทยอยสะสมบอนด์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังคงเคลื่อนไหวผันผวน แม้จะปรับลดลงในช่วงสั้นหลังตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ออกมาตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่ความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้ผลักดันให้บอนด์ยีลด์ทยอยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.57%
ทั้งนี้ ประเมินว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งขาขึ้นและขาลง หรือ Two-way Risk โดยขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะมีผลต่อมุมมองของตลาดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อย่างไรก็ตาม ระดับบอนด์ยีลด์ที่สูงกว่า 4.50% เริ่มมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุน ทำให้ยังคงแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ และไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น
คาดว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงภายในไตรมาส 2 หรืออย่างช้าไม่เกินไตรมาส 3 และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง FED มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ก่อนเริ่มปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2570 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปีนี้และปีหน้า
สำหรับตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินดอลลาร์สหรัฐยังคงได้รับแรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) กลับขึ้นมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 100 จุด แม้แรงแข็งค่าจะถูกจำกัดบางส่วนจากความกังวลว่าทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน หลังเงินเยนอ่อนค่ากลับไปแตะระดับ 160.50 เยนต่อดอลลาร์อีกครั้ง ขณะที่ราคาทองคำยังถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวลดลงใกล้ระดับ 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ส่วนทิศทางค่าเงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง โดยหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลงหรือกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาหยุดยิง เงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง การแข็งค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ยังมองว่าเงินบาทอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าหรือแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

