
JAS ดัน MONOMAX สู่สปอร์ตสตรีมมิ่ง เล็งฐานสมาชิกแตะ 2 ล้านราย
JAS เดินหน้าปั้น MONOMAX สู่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งกีฬาชั้นนำ วางคอนเทนต์ฟุตบอลโลก-พรีเมียร์ลีกต่อยอดฐานสมาชิก พร้อมชูรายได้ Subscription เป็นแกนหลัก หนุนเป้าฐานลูกค้าแตะ 2 ล้านราย
ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า การเข้าซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลและทัวร์นาเมนต์ภายใต้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ครั้งนี้ ถือเป็นดีลสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของบริษัท โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,300 ล้านบาท ครอบคลุมสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2026 และปี 2030 รวมถึงรายการสำคัญของ FIFA ตั้งแต่ปี 2026-2030 อาทิ ฟุตบอลโลกหญิง ฟุตซอลโลก และฟุตบอลเยาวชนรายการต่าง ๆ
ดร.โสรัชย์ กล่าวอีกว่า จุดเริ่มต้นของดีลดังกล่าวเกิดจากข้อเสนอของ FIFA สำหรับฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งเดิมตั้งราคาไว้สูงถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการแข่งขันครั้งนี้เพิ่มจำนวนทีมและแมตช์แข่งขันเป็น 104 แมตช์ จากเดิมราว 60-70 แมตช์ ขณะที่ประเทศไทยในอดีตมักมีภาครัฐเข้ามาสนับสนุนการถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวี ทำให้เกิดความคาดหวังจากทั้งตลาดและ FIFA
อย่างไรก็ตาม เมื่อภาครัฐไม่เดินหน้าต่อ JAS จึงเข้ามาเจรจาอย่างเต็มตัว โดยยอมรับว่าบริษัทพร้อมถอนตัวหากเงื่อนไขไม่เหมาะสม เนื่องจากต้นทุนระดับ 40 ล้านดอลลาร์สำหรับทัวร์นาเมนต์เดียวถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะฟุตบอลโลก 2026 ที่จัดในทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้เวลาถ่ายทอดสดหลายคู่ตรงกับช่วงเช้ามืดของประเทศไทย ซึ่งส่งผลต่อจำนวนผู้ชมและความสามารถในการหารายได้จากสปอนเซอร์
ทั้งนี้ การเจรจาได้รับแรงประสานจาก “มาดามแป้ง” นางนวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ หลังผู้บริหารระดับสูงของ FIFA ไม่ต้องการให้ประเทศไทยพลาดการรับชมฟุตบอลโลก ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเจรจาอย่างเข้มข้นและปรับโครงสร้างดีลใหม่ จากเดิมที่เน้นฟุตบอลโลก 2026 เพียงรายการเดียว มาเป็นแพ็กเกจระยะยาวครอบคลุมฟุตบอลโลก 2 สมัย และทัวร์นาเมนต์อื่นของ FIFA จนได้ข้อสรุปที่มูลค่ารวม 70 ล้านดอลลาร์
ดร.โสรัชย์ กล่าวต่อว่า หากมองเฉพาะการคืนทุนในระยะสั้นของฟุตบอลโลก 2026 เพียงทัวร์นาเมนต์เดียว อาจเป็นเรื่องยาก แต่บริษัทมองดีลนี้ในฐานะการลงทุนสร้างแบรนด์ MONOMAX และยกระดับสู่การเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงด้านกีฬา หรือ “Power House of Sport” ของประเทศ โดย MONO29 ได้ปรับจุดยืนจากช่องภาพยนตร์ไปสู่ช่องกีฬามากขึ้น เพื่อเชื่อมโยงกับฐานธุรกิจสตรีมมิงของ MONOMAX
สำหรับรูปแบบการรับชม บริษัทจะเปิดให้ชมฟรีประมาณ 40-50% ของจำนวนแมตช์ทั้งหมด โดยไม่กั๊กแมตช์สำคัญ รวมถึงนัดชิงชนะเลิศ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชมและขยายฐานแบรนด์ ขณะเดียวกันรายได้หลักจะมาจากระบบสมาชิก หรือ Subscription ผ่าน MONOMAX เป็นสำคัญ โดยบริษัทประเมินว่ารายได้มากกว่า 90% จะมาจากธุรกิจสตรีมมิง ส่วนรายได้จากสปอนเซอร์ การโฆษณา ไฮไลต์ เกมทายผล และกิจกรรมเสริมอื่น ๆ จะเป็นรายได้เพิ่มเติม
ในด้านกระแสเงินสด ดร.โสรัชย์ กล่าวว่า เงื่อนไขการชำระเงินกับ FIFA อยู่ในระดับที่ดี โดยงวดแรกจะชำระหลังเริ่มการแข่งขันประมาณ 10 วัน และคาดว่าไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเงินที่เหลือของฟุตบอลโลก 2026 จะทยอยชำระหลังจบทัวร์นาเมนต์ ขณะที่มูลค่ารวม 70 ล้านดอลลาร์จะทยอยจ่ายเป็นงวดไปจนถึงปี 2030 ทำให้บริษัทมีเวลาในการบริหารกระแสเงินสด
สำหรับแพ็กเกจรับชม MONOMAX บริษัทเสนอแพ็กเกจราคา 5,999 บาท สามารถรับชมได้ 2 จอ และผ่อนชำระ 0% สูงสุด 10 เดือน หรือคิดเป็นต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 250 บาทต่อจอต่อเดือน โดยสมาชิกจะได้รับชมทั้งฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ คาราบาวคัพ ฟุตบอลยูโรรอบคัดเลือก รวมถึงภาพยนตร์และซีรีส์บนแพลตฟอร์ม MONOMAX ทั้งหมด ขณะที่ลูกค้า Early Bird เดิมจะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมจากคอนเทนต์ฟุตบอลที่บริษัทนำเข้ามา
ดร.โสรัชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หาก MONOMAX สามารถขยายฐานสมาชิกได้ราว 2 ล้านราย จะทำให้โมเดลธุรกิจด้านกีฬาอยู่ในระดับที่แข็งแรง โดยบริษัทเชื่อว่าคอนเทนต์กีฬามีจุดเด่นเหนือคอนเทนต์ทั่วไป เนื่องจากเป็นความบันเทิงแบบไม่สามารถคาดเดาผลล่วงหน้า หรือ Non-scripted Content ซึ่งยังคงมีเสน่ห์และยากต่อการถูกทดแทน แม้โลกคอนเทนต์จะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ก็ตาม
