
IdeasLabs ชี้แบรนด์ยุคใหม่เน้น ROI แนะ “อินฟลูฯ” ปรับตัวทำคอนเทนต์
IdeasLabs พบแบรนด์ปรับกลยุทธ์รัดเข็มขัดรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เลิกทุ่มงบเพื่อปั่นยอดไลก์-ยอดแชร์ หันมาให้ความสำคัญกับ ROI และความสามารถในการปิดการขายจริง พร้อมแนะ 7 แนวทางให้ครีเอเตอร์ปรับตัวสู่การเป็นนักสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ
นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer และ MarTech สัญชาติไทย เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดการทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบันว่า แบรนด์ต่างๆ เริ่มมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นทำการตลาดที่ไม่ได้หวังเพียงแค่สร้างการรับรู้ (Awareness) หรือทุ่มงบเพื่อให้ได้ยอดไลก์และยอดวิวสูงๆ อีกต่อไป แต่แบรนด์ต้องการความคุ้มค่าสูงสุดและหันมามุ่งเน้นที่ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน
งบประมาณในปัจจุบันจะถูกจัดสรรไปยังอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคอนเทนต์นั้นๆ สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่แบรนด์นิยมทุ่มงบจ้างดาราหรือ Mega Influencer ระดับล้านผู้ติดตามเพื่อทำคลิปไวรัล แต่ในยุคนี้ แบรนด์ได้เปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการกระจายงบประมาณเพื่อจ้าง Micro หรือ Nano Influencer จำนวน 20-30 คน ในการทำคลิปเจาะลึกวิธีการใช้งานสินค้าจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมแนบลิงก์สัญญาร่วม (Affiliate) เพื่อวัดผลว่าอินฟลูเอนเซอร์รายใดสามารถปิดการขายและสร้างยอดสั่งซื้อกลับมาได้คุ้มค่าที่สุด
4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ดาวรุ่งที่ดึงดูดเม็ดเงินสูงสุด
จากฐานข้อมูลการทำงานร่วมกับแบรนด์ของ IdeasLabs พบว่าในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่แบรนด์ยอมลงทุนมากที่สุด 4 อันดับแรก เรียงตามความนิยมและการใช้งานจริง ได้แก่:
1.กลุ่ม Foodie (อาหารและเครื่องดื่ม): เป็นกลุ่มที่แบรนด์ใช้งบสูงสุด เนื่องจากตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันและกระตุ้นการซื้อตามได้ง่าย เช่น แบรนด์ซอสปรุงรสเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์สายทำอาหารเพื่อแจกสูตรเมนูประหยัดทำเองได้ที่บ้าน ซึ่งตอบรับกับยุคเศรษฐกิจชะลอตัว และกระตุ้นให้ผู้บริโภคไปซื้อสินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ตได้ทันที
2.กลุ่ม Mom and Kids (แม่และเด็ก): เป็นกลุ่มที่คุณแม่มีอำนาจการตัดสินใจซื้อสูงและเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก เช่น แบรนด์ผ้าอ้อมสำเร็จรูปจ้างคุณแม่ลูกอ่อนให้รีวิวเปรียบเทียบการซึมซับให้เห็นประสิทธิภาพจริง ผ่านคอมมูนิตี้หรือกลุ่มเฟซบุ๊กแม่และเด็ก ซึ่งช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นและกระตุ้นการกดซื้อผ่านลิงก์ทันที
3.กลุ่ม Lifestyle (ไลฟ์สไตล์): ช่วยเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น แบรนด์สมาร์ตโฟนจับมือกับอินฟลูเอนเซอร์ที่ชอบไปคอนเสิร์ต ทำคอนเทนต์โชว์ประสิทธิภาพกล้องสมาร์ตโฟนว่าสามารถซูมได้ชัดเจนและถ่ายรูปสวยได้โดยไม่ต้องพึ่งพากล้องราคาแพง
4.กลุ่ม Beauty (ความงาม): แบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางยังคงเลือกลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นไปที่การรีวิวผลลัพธ์ก่อนและหลังการใช้จริงอย่างตรงไปตรงมา
จากข้อมูลดังกล่าว IdeasLabs ได้แนะนำให้อินฟลูเอนเซอร์ไทยเร่งปรับบทบาทจากการเป็นเพียงคนทำคอนเทนต์เพื่อยอดวิว (Content Creator) ไปสู่การเป็นคนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์ (Business Result Driver) ผ่าน 7 แนวทางปฏิบัติ ดังนี้:
1.ทำคอนเทนต์ที่ขายได้ ไม่ใช่แค่ไวรัล: เปลี่ยนจากการทำคลิปตามเทรนด์ทั่วไป เป็นการประยุกต์ใช้สินค้าให้เกิดประโยชน์จริง เช่น ทำคลิปแต่งหน้าไปสัมภาษณ์งานด้วยงบ 500 บาท พร้อมระบุพิกัดสินค้าเพื่อช่วยให้ผู้ชมตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
2.วัดผลได้ชัดเจน (Measurable Results): การส่งงานให้แบรนด์ไม่ควรสรุปเพียงยอดวิวหรือยอดไลก์ แต่ควรรายงานยอดอัตราการคลิก (CTR) หรือยอดคอมมิชชันจากการทำ Affiliate เพื่อแสดงศักยภาพในการปิดการขาย
3.สร้างความน่าเชื่อถือและโปร่งใส: ควรติดแฮชแท็ก #Sponsored หรือ #โฆษณา ให้ชัดเจน และรีวิวตามความเป็นจริง การระบุถึงข้อควรระวังเล็กๆ น้อยๆ อย่างจริงใจจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว
4.ประยุกต์ใช้ AI และเครื่องมือ MarTech: ครีเอเตอร์สามารถใช้ AI ช่วยคิดไอเดียหัวข้อคอนเทนต์ วิเคราะห์จุดเด่นและจุดที่ควรปรับปรุงของผลงานก่อนส่ง รวมถึงช่วยตรวจทานความถูกต้องของการสะกดคำเพื่อความเป็นมืออาชีพ
5.กระจายแพลตฟอร์ม ไม่พึ่งพาช่องทางเดียว: นำคอนเทนต์หลักไปปรับขนาดและรูปแบบเพื่อนำเสนอในแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น YouTube Shorts, Facebook Reels หรือเขียนบล็อกใน Lemon8 เพื่อกระจายความเสี่ยงหากแพลตฟอร์มใดมีการลดการมองเห็น
6.ปรับแพ็กเกจให้ยืดหยุ่น (Flexible Pricing): เสนอทางเลือกอัตราค่าจ้างที่ยืดหยุ่น เช่น ปรับลดค่าจ้างทำคลิปและบวกด้วยค่าคอมมิชชัน 10% จากยอดขายที่เกิดผ่านลิงก์ Affiliate หรือทำแพ็กเกจร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ท่านอื่น เพื่อช่วยให้แบรนด์ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
7.พัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพ: ส่งงานตรงเวลา จัดทำ Media Kit ที่แสดงข้อมูลประชากรของผู้ติดตาม (Demographics) อย่างชัดเจน และส่งรายงานสรุปผลลัพธ์ (Post-campaign Report) ให้แบรนด์เสมอหลังจบแคมเปญ
สำหรับแนวโน้มตลาด Influencer Marketing ในช่วงครึ่งปีหลัง IdeasLabs คาดการณ์ว่าการแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในด้านคุณภาพและราคา ตลาดยังคงพึ่งพาแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นในสัดส่วนที่สูง ขณะเดียวกันแบรนด์จะเริ่มกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำคอนเทนต์เจาะลึก (Deep Content) รวมถึงกลุ่มที่มีความเฉพาะเจาะจง (Niche) มากยิ่งขึ้น
“ในครึ่งปีหลัง เราจะเห็นเทรนด์ที่แบรนด์หันมาทำแคมเปญแบบ Long-term Partnership หรือการจ้างงานระยะยาว 3-6 เดือน แทนการจ้างโพสต์ครั้งเดียวจบมากขึ้น เช่น แบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพร่วมงานกับครีเอเตอร์สายฟิตเนสทำชาเลนจ์เปลี่ยนหุ่นใน 90 วัน ซึ่งการแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวจะช่วยกระตุ้นยอดขายแบบ Affiliate ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ครีเอเตอร์ที่สามารถปรับตัวและพิสูจน์ผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์เห็นได้ชัดเจน จะเป็นกลุ่มที่กุมความได้เปรียบและได้รับงบประมาณก้อนใหญ่จากแบรนด์อย่างแน่นอน” นายธนดล กล่าว

