
CGSI แนะซื้อ GLOBAL เป้าใหม่ 7.40 บาท รับกำไรไตรมาส 1 โตแกร่ง
CGSI อัพเกรดแนะนำ "ซื้อ" GLOBAL เคาะเป้าใหม่ 7.40 บาท หลังโชว์กำไรไตรมาส 1/69 แข็งแกร่ง 803 ล้านบาท โต 29.1% ดีกว่าคาด รับอานิสงส์มาร์จิ้นพุ่ง-คุมต้นทุนเยี่ยม แม้ภาพรวมอุปสงค์ยังชะลอตัว
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL สามารถทำกำไรสุทธิได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 1/2569 ที่ระดับ 803 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 29.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 82.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ฯ ถึง 25% และสูงกว่าคาดการณ์ของ Bloomberg consensus ถึง 27%
อย่างไรก็ตาม ทางด้านรายได้มีการเติบโตเพียง 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ระดับ 8.6 พันล้านบาท ขณะที่อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ยังคงติดลบที่ระดับ 2.78% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอุปสงค์พื้นฐานในช่วงไตรมาสแรกยังคงอ่อนตัวเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ กำไรสุทธิในไตรมาสนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 37% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ประเมินไว้
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ GLOBAL มีกำไรสูงกว่าคาดการณ์ ได้แก่ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น, การควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) อย่างเข้มงวด รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง โดย GLOBAL มีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 26.6% (เพิ่มขึ้น 1.50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.30% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) ขณะเดียวกันมีอัตราส่วน SG&A ต่อรายได้ ลดลงจาก 18.2% ในไตรมาส 1/2568 มาอยู่ที่ 17.7% ในไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) เติบโต 21.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรากำไร EBIT เพิ่มขึ้นเป็น 11.3% เทียบกับระดับ 9.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ เชื่อมั่นว่า อัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/2569 มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการที่ GLOBAL เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าตราสินค้าของบริษัท (House-brand) จากระดับ 24.0% ในไตรมาสแรกของปีที่แล้ว ขยับขึ้นมาเป็น 27.5% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าปัจจัยนี้จะช่วยสนับสนุนอัตรากำไรได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับประโยชน์จากการปรับราคาขายสินค้าตามราคาตลาดที่สูงขึ้น จากความกังวลด้านต้นทุนและอุปทานอันเป็นผลกระทบจากสงคราม ในขณะที่สินค้าคงเหลือของบริษัทยังมีต้นทุนที่ต่ำ เนื่องจากการคำนวณด้วยวิธีต้นทุนเฉลี่ยเคลื่อนที่ อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรจากการปรับราคาและกำไรจากสินค้าคงเหลือน่าจะส่งผลดีต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2/2569 แต่จะค่อยๆ ลดลงเมื่อมีการนำสต็อกสินค้าที่มีต้นทุนสูงเข้ามาทดแทน
ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/2569 ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของ GLOBAL พลิกกลับมาเป็นบวกในอัตราเลขหลักเดียวระดับต่ำในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 แต่ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ประเมินว่า เกิดจากการที่กลุ่มผู้รับเหมาและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เร่งซื้อสินค้าล่วงหน้า เนื่องจากความกังวลว่าราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้นและอาจเกิดปัญหาขาดแคลนอุปทาน ซึ่งไม่ได้เกิดจากการฟื้นตัวของอุปสงค์สินค้ากลุ่มซ่อมแซมและตกแต่งบ้าน (Home improvement) อย่างแท้จริง จึงคาดการณ์ว่าแรงหนุนระยะสั้นนี้จะเริ่มแผ่วลงในเดือนพฤษภาคม 2569 และยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่แท้จริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากอุปสงค์บางส่วนอาจถูกดึงมาใช้ล่วงหน้าแล้ว ขณะที่ค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจส่งผลให้ลูกค้าบางกลุ่มตัดสินใจชะลอการซื้อบ้านใหม่หรือการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังคงระมัดระวังต่อคุณภาพของยอดขาย แต่เชื่อมั่นว่าสถานการณ์ของ GLOBAL ยังคงดูดีกว่าผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้า Home improvement รายอื่นๆ โดยมองว่าการปรับเพิ่มสัดส่วนสินค้า House-brand จะเป็นตัวช่วยหนุนอัตรากำไรในเชิงโครงสร้าง ในขณะที่มาตรการลดต้นทุนรอบด้าน ทั้งด้านการตลาด, สิ่งจูงใจ, โลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้า จะทำให้บริษัทสามารถควบคุม SG&A ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น เมื่อนำผลกระทบการปรับลดสัดส่วนการถือหุ้น (Dilution effect) จากการจ่ายหุ้นปันผลมารวมคำนวณแล้ว ฝ่ายวิเคราะห์ฯ จึงได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ในช่วงปี 2569-2571 ขึ้น 6-11% เพื่อสะท้อนสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นและ SG&A ที่ลดลง ส่งผลให้มีการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 7.40 บาท พร้อมทั้งปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนจาก “ขาย” เป็น “ซื้อ” เนื่องจาก GLOBAL มีแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแรงขึ้น โดยประเมินว่าความเสี่ยงขาลง (Downside risk) จะมาจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่ยังคงอ่อนตัวและ SG&A ที่ลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนคือ SSSG ที่ยังคงรักษาระดับเป็นบวกได้ และสัดส่วนสินค้า House-brand ที่เพิ่มสูงขึ้น