
“จีน” ครองแชมป์สิทธิบัตรยานยนต์อัจฉริยะโลก ไทยเร่งยกระดับ AI แข่งขัน
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยผลวิเคราะห์สิทธิบัตรยานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะทั่วโลกในรอบ 20 ปี พบจีนครองอันดับ 1 ด้วยสิทธิบัตรกว่า 1 ล้านฉบับ ขณะที่เทคโนโลยียานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเติบโตเร็วที่สุดเฉลี่ย 38.2% ต่อปี ด้านไทยมีคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรกว่า 4,000 คำขอในรอบ 5 ปี ชี้ต้องเร่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 มิ.ย.69) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์เทรนด์สิทธิบัตรด้านยานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ครอบคลุมระยะเวลา 20 ปี พบว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์แบบดั้งเดิม สู่ยานยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการยื่นจดสิทธิบัตรด้านยานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะทั่วโลกมากกว่า 5 ล้านกลุ่มสิทธิบัตร (Patent Families) โดยจำนวนคำขอเติบโตสูงสุดในช่วงปี 2561-2564 ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานสะอาด และการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งผลให้การพัฒนานวัตกรรมและการยื่นจดสิทธิบัตรในกลุ่มเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับประเทศที่มีการยื่นจดสิทธิบัตรมากที่สุด พบว่า จีนครองอันดับ 1 ด้วยจำนวนมากกว่า 1 ล้านฉบับ โดดเด่นด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ รองลงมา คือ สหรัฐอเมริกา มีสิทธิบัตรกว่า 870,000 ฉบับ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่อันดับ 3 ด้วยจำนวนกว่า 320,000 ฉบับ
ด้านบริษัทผู้นำนวัตกรรม พบว่า อันดับ 1 ได้แก่ Toyota Motor Corporation จากญี่ปุ่น รองลงมา คือ Qualcomm Incorporated จากสหรัฐอเมริกา และ Robert Bosch GmbH จากเยอรมนี
ผลการวิเคราะห์ยังแบ่งเทคโนโลยีออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ โลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics & IT) มีสัดส่วนสิทธิบัตรสูงสุด 45.4% และเติบโตเฉลี่ย 2.2% ต่อปี ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ (Electric Vehicle & Battery) มีสัดส่วน 31.9% เติบโตเฉลี่ย 7.7% ต่อปี ระบบบริหารยานพาหนะและการวางแผนเส้นทาง (Fleet Management & Route Optimization) มีสัดส่วน 14.2% เติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี และยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Smart Vehicle & Autonomous) แม้มีสัดส่วนเพียง 8.5% แต่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงที่สุดถึง 38.2% ต่อปี สะท้อนว่าเป็นเทคโนโลยีที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมในอนาคต
นางอรมน กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะได้เปลี่ยนจากการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ ไปสู่การแข่งขันเชิงระบบระหว่างบริษัทเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยมีจุดเด่นในการต่อยอดนวัตกรรมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์อัจฉริยะและเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องปรับตัวสู่การเป็นผู้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่บูรณาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
นอกจากนี้ ในช่วงปี 2564-2569 ประเทศไทยมีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยียานยนต์และโลจิสติกส์อัจฉริยะรวมกว่า 4,000 คำขอ โดยกลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะมีจำนวนคำขอสูงที่สุด 2,499 คำขอ แบ่งเป็นคำขอสิทธิบัตร 2,305 คำขอ ซึ่งเป็นผู้ยื่นจากต่างชาติ 96.53% และผู้ยื่นชาวไทย 3.47% ขณะที่คำขออนุสิทธิบัตรมีจำนวน 194 คำขอ โดยเป็นผู้ยื่นชาวไทย 88.66% และต่างชาติ 11.34%
สำหรับผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรในกลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะ 3 อันดับแรก ได้แก่ Qualcomm Incorporated จากสหรัฐอเมริกา, vivo Mobile Communication Co., Ltd. จากจีน และ Nokia Technologies Oy จากฟินแลนด์ ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ผู้ยื่นคำขอ 3 อันดับแรก ได้แก่ Toyota Motor Corporation จากญี่ปุ่น, Contemporary Amperex Technology Co., Limited (CATL) จากจีน และ Isuzu Motors Limited จากญี่ปุ่น
นางอรมน กล่าวว่า สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ยื่นคำขอชาวไทยยังมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภายในประเทศ ทั้งการดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาระบบบริหารจัดการการขนส่ง และการต่อยอดนวัตกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ข้อมูลยังบ่งชี้ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นฐานสำคัญของการลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขนส่งและพลังงานสะอาดในภูมิภาค แม้เทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังเป็นของผู้ประกอบการต่างชาติ แต่การเพิ่มขึ้นของคำขออนุสิทธิบัตรจากผู้ยื่นชาวไทยถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของการถ่ายทอดองค์ความรู้ การนำเทคโนโลยีระดับโลกมาประยุกต์ใช้ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต

