“ฟินันเซีย ไซรัส” เชียร์หุ้นรับเหมา ชู CK-PYLON-SEAFCO เด่น รับกำไรฟื้น-เมกะโปรเจกต์หนุน

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ปรับคำแนะนำกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเป็น Overweight จากเดิม Neutral มองกำไรฟื้นต่อเนื่องถึงไตรมาส 3/69 รับแรงหนุน Backlog แข็งแกร่ง 2.56 แสนล้านบาท ต้นทุนผ่อนคลาย และโอกาสประมูลงานใหม่ทั้งโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ-Data Center


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.69) โดยปรับคำแนะนำการลงทุนเป็น Overweight” จากเดิม Neutral” สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ฐานงานในมือที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง ความกังวลด้านต้นทุนที่เริ่มผ่อนคลาย และโมเมนตัมการลงทุนรอบใหม่ที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น

ฝ่ายวิจัยระบุว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลงถือเป็นปัจจัยบวกต่อทั้งด้านต้นทุนและอุปสงค์ของกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกดดันต้นทุนวัสดุก่อสร้างจากค่าพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ขณะที่แรงกดดันด้านต้นทุนมีแนวโน้มผ่อนคลายในไตรมาส 3/2569 จากสัญญาณเชิงบวกด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ความกังวลต่อความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานลดลง และช่วยหนุนแนวโน้มต้นทุนวัสดุก่อสร้าง อัตรากำไร รวมถึงบรรยากาศการลงทุนให้ฟื้นตัวดีขึ้น

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการ ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะยังแข็งแกร่งในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON จากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและรายได้เงินปันผลที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON และ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO คาดว่าจะยังรักษาการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ แม้กำไรเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนอาจอ่อนตัวลงจากจำนวนวันหยุดที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กำไรของกลุ่มมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 3/2569 จากความคืบหน้าการก่อสร้างที่เร่งตัว จำนวนวันทำงานที่มากขึ้น และแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลง โดยคาดว่ากำไรปกติของกลุ่มจะเติบโต 9% จากปีก่อนในปี 2569

ด้านงานในมือ หรือ Backlog ของกลุ่มยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 2.56 แสนล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 สูงกว่าระดับก่อนปี 2566 ที่อยู่ในช่วง 1-2 แสนล้านบาท ช่วยเพิ่มความชัดเจนของรายได้ในอนาคต โดย CK และ STECON มี Backlog รองรับรายได้ราว 4 ปี และ 3 ปี ตามลำดับ ขณะที่ PYLON และ SEAFCO มีงานในมือเพียงพอรองรับการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี 2569

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังมองว่าโอกาสได้งานใหม่ของกลุ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยโครงการสำคัญ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2, มอเตอร์เวย์ M5 และ M9 รวมถึงโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะเดียวกัน การลงทุนของภาคเอกชนในธุรกิจ Data Center ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งอุปสงค์ใหม่ของธุรกิจก่อสร้าง

ทั้งนี้ FSS ระบุว่า กลุ่มรับเหมาก่อสร้างกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ โดยมีแรงขับเคลื่อนจากทั้งโครงการภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center พร้อมเลือก CK เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดยปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 23.00 บาท จากเดิม 19.00 บาท และปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ”

นอกจากนี้ ปรับราคาเป้าหมาย STECON เป็น 19.10 บาท จากเดิม 13.00 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ถือ” ขณะที่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” PYLON โดยให้ราคาเป้าหมายใหม่ 4.00 บาท และปรับเพิ่มคำแนะนำ SEAFCO เป็น “ซื้อ” พร้อมราคาเป้าหมายใหม่ 3.50 บาท

Back to top button