ปลด Lock up หุ้น THAI 3 ส.ค. บททดสอบใหญ่กว่าวันกลับเข้าเทรด

หากจะหาบทพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดของหุ้น THAI หลังกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง (4 ส.ค.68) หลายคนอาจนึกถึงวันที่ราคาพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 19.40 บาทในเวลาเพียงไม่กี่วัน


หากจะหาบทพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดของหุ้นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI หลังกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง (4 ส.ค. 68) หลายคนอาจนึกถึงวันที่ราคาพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 19.40 บาทในเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ในความเป็นจริง บททดสอบที่สำคัญกว่านั้นกำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 3 สิงหาคม 2569

วันดังกล่าวเป็นวันที่หุ้นที่เหลือภายใต้ข้อจำกัดการขาย (Lock-up) จำนวนประมาณ 19,800 ล้านหุ้น จะสามารถซื้อขายได้เป็นครั้งแรก คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท

ตัวเลขนี้ใหญ่จนฟังดูน่ากลัว

หากนำมาเปรียบเทียบกับรอบแรกเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีหุ้นพ้น Lock-up ประมาณ 6,600 ล้านหุ้น หรือราว 23% ของทุนจดทะเบียน จะพบว่ารอบสิงหาคมมีขนาดใหญ่กว่าถึงประมาณ 3 เท่า

ตามทฤษฎีแล้ว นักลงทุนจำนวนมากย่อมกังวลว่าเมื่อหุ้นจำนวนมหาศาลสามารถขายได้พร้อมกัน ราคาหุ้นก็ควรจะถูกกดดันอย่างหนัก เพราะ Supply เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แต่ในโลกความจริงของตลาดหุ้น มักไม่ได้ทำงานตามทฤษฎีแบบตรงไปตรงมาเสมอไป

สิ่งที่นักลงทุนต้องแยกให้ออก คือ ความแตกต่างระหว่าง “หุ้นที่ขายได้” กับ “หุ้นที่ต้องการขาย”

แม้จะมีหุ้นเกือบ 20,000 ล้านหุ้นที่สามารถนำออกมาขายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ถือหุ้นทุกคนจะรีบกดปุ่มขายพร้อมกันในวันแรกที่มีสิทธิ์ขาย

ย้อนกลับไปในรอบเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตลาดก็เคยกังวลแบบเดียวกัน หลายฝ่ายคาดว่าจะเกิดแรงขายมหาศาลจากหุ้นที่พ้น Lock-up กว่า 6,600 ล้านหุ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับแตกต่างจากความกลัวอย่างมาก

หุ้นจำนวนมากไม่ได้ถูกเทขายออกมาทันที

ผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งเลือกถือครองต่อ ขณะที่บางส่วนใช้วิธีเปลี่ยนมือผ่านรายการ Big Lot มากกว่าการเทขายบนกระดาน เพราะหากขายจำนวนมากผ่านตลาดปกติ ราคาหุ้นย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะผ่านช่วงปลด Lock-up รอบแรกมาแล้ว THAI ก็ยังสามารถยืนอยู่ในตลาดได้อย่างแข็งแรง

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนได้เห็นทั้งแรงขายจากผู้ถือหุ้นเดิม แรงขายจากเจ้าหนี้ที่ได้รับหุ้นจากการแปลงหนี้เป็นทุน แต่ราคาหุ้นก็ยังสามารถทรงตัวอยู่ได้

นั่นสะท้อนว่าตลาดยังมีแรงซื้อที่พร้อมรองรับหุ้นเหล่านี้อยู่ไม่น้อย

อีกประเด็นหนึ่งที่แตกต่างจากช่วงกลับเข้าเทรดใหม่ ๆ คือ วันนี้ THAI ไม่ได้ถูกซื้อขายบนความหวังเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

ในอดีต นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นจากความเชื่อว่าการฟื้นฟูกิจการจะสำเร็จ

แต่ปัจจุบัน บริษัทได้ออกจากแผนฟื้นฟูแล้ว กลับมามีกำไรอย่างต่อเนื่อง และมีงบการเงินที่สามารถนำมาประเมินมูลค่าได้จริง

นั่นทำให้ผู้ลงทุนจำนวนมากเริ่มมอง THAI ในฐานะบริษัทสายการบินที่กลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ มากกว่าจะเป็นบริษัทที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวเรื่องการปลด Lock-up วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ตลาดเพิ่งรับรู้

นักลงทุนทราบเรื่องนี้ล่วงหน้ามานานหลายเดือนแล้ว

ในโลกการลงทุน เหตุการณ์ที่ทุกคนรู้ล่วงหน้ามักถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นบางส่วนก่อนเกิดเหตุจริง

จึงเป็นไปได้ว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นจากจุดสูงสุดใกล้ 20 บาท ลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 6-7 บาทในปัจจุบัน อาจมีส่วนหนึ่งที่สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับ Overhang จากหุ้น Lock-up ไปแล้ว

ดังนั้น สิ่งที่น่าจับตาอาจไม่ใช่จำนวนหุ้น 19,800 ล้านหุ้นที่กำลังจะถูกปลดล็อก แต่เป็นพฤติกรรมของผู้ถือหุ้นหลังจากนั้นต่างหาก

หากผู้ถือหุ้นรายใหญ่เลือกถือหุ้นต่อ หรือทยอยเปลี่ยนมือผ่าน Big Lot โดยไม่กระทบต่อสภาพคล่องในตลาดมากนัก ความกังวลเรื่อง Overhang ก็อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะหากหุ้นสามารถผ่านการปลด Lock-up ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทไปได้ โดยที่ราคายังทรงตัวได้ดี ตลาดอาจมองว่า Overhang ที่ใหญ่ที่สุดได้ถูกปลดออกจากหุ้นตัวนี้แล้ว

และนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ THAI ถูกประเมินมูลค่าในฐานะหุ้นสายการบินตามผลประกอบการและศักยภาพธุรกิจ มากกว่าจะถูกมองผ่านความกังวลเรื่องการฟื้นฟูกิจการหรือแรงขายจากหุ้นที่ติดเงื่อนไข Lock-up เหมือนในอดีตอีกต่อไป

อึ้งย้ง

Back to top button