
คัด 3 หุ้นแกร่ง CCP-ORN-TEKA ฝ่าเศรษฐกิจผันผวน ฐานะการเงินแกร่ง-แบ็กล็อกแน่น
เศรษฐกิจผันผวนดันต้นทุนพุ่ง SCB EIC ชี้ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง-อสังหาฯ ถูกกดดัน แต่ CCP-ORN-TEKA โดดเด่นฐานะการเงินแกร่ง Backlog แน่น พร้อมรับมือความเสี่ยงพลังงานและกำลังซื้อชะลอในประเทศ
ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากต้องเผชิญต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นและแรงกดดันด้านสภาพคล่อง
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนถึง 35-50% ของต้นทุนรวม โดยเฉพาะกลุ่มเหล็ก ปูนซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้างหลายประเภท ขณะเดียวกัน ราคาวัตถุดิบนำเข้า ค่าขนส่ง และค่าเบี้ยประกันภัยยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง
ด้านผู้รับเหมาต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและการเบิกจ่ายที่ล่าช้า ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังต้องรับมือกับต้นทุนพัฒนาโครงการที่สูงขึ้น ท่ามกลางกำลังซื้อที่ชะลอตัว ส่งผลให้การประเมินศักยภาพของบริษัทในช่วงเวลานี้ต้องมองลึกกว่าตัวเลขรายได้หรือกำไรระยะสั้น แต่ต้องพิจารณาถึงความสามารถในการรับมือกับความผันผวนและการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน ความสามารถในการทำกำไร กลยุทธ์บริหารต้นทุน การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ และคุณภาพของ Backlog หรือรายได้ในอนาคต โดยมี 3 บริษัทที่น่าสนใจและสะท้อนคุณสมบัติดังกล่าวอย่างชัดเจน ได้แก่ CCP, ORN และ TEKA
บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP เป็นตัวอย่างของบริษัทที่สามารถเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอได้จากการอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ซึ่งยังมีความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 งบการเงินเฉพาะกิจการ บริษัทมีรายได้รวม 435.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.94% และมีกำไรสุทธิ 22.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.62% จากการเติบโตของธุรกิจผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐ โครงการโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในภาคตะวันออก ส่งผลให้คำสั่งซื้อและยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านฐานะการเงิน CCP ยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีต้นทุนทางการเงินลดลง 11.63% เหลือ 6.46 ล้านบาท จากการบริหารหนี้สินและกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 3.98% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ผันผวน
จุดแข็งสำคัญของ CCP คือความพร้อมด้านกำลังการผลิต การบริหารโรงงาน และการวางแผนผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณงาน ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งมอบสินค้าได้อย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ บริษัทไม่ได้พึ่งพารายได้จากธุรกิจคอนกรีตเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจบริหารจัดการคลังสินค้าเขตปลอดอากร (Free Zone) ภายใต้ CHARLIE ซึ่งเติบโตตามความต้องการใช้พื้นที่คลังสินค้าและบริการโลจิสติกส์ของกลุ่มผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกและภาคอุตสาหกรรม ช่วยสร้างแหล่งรายได้ที่มีความสม่ำเสมอมากขึ้นและลดความผันผวนของผลประกอบการ
ในส่วนของ Backlog บริษัทมุ่งขยายฐานลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้ารักษามูลค่างานในมือระดับ 1,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตและการส่งมอบงาน มากกว่าการเร่งสะสมงานโดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการทำกำไร
บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวช้า แต่ ORN แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวผ่านการสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่ต่อยอดจากธุรกิจหลักอย่างชัดเจน โดยไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 501.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.51% และมีกำไรสุทธิ 40.15 ล้านบาท ขณะที่ยอดขาย (Presale) พุ่งขึ้นกว่า 100% สู่ระดับ 1,556 ล้านบาท ส่งผลให้มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) สูงถึง 4,224 ล้านบาท จุดแข็งสำคัญอยู่ที่คุณภาพของ Backlog ซึ่งมาจากทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง ช่วยสร้างความมั่นคงด้านรายได้และลดความเสี่ยงในการยกเลิกการซื้อในอนาคต
ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย โดยมี D/E Ratio เพียง 1.2 เท่า และ IBD/E Ratio เพียง 0.6 เท่า สะท้อนภาระหนี้ที่อยู่ในระดับบริหารจัดการได้ และยังมีศักยภาพรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต
นอกจากรายได้จากการขายที่อยู่อาศัยแล้ว ORN ยังเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจ Community Mall โรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand และธุรกิจบ้านมือสอง ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิมและช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำให้มากขึ้น
ด้านการบริหารต้นทุน บริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนและการรักษาวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาโครงการในทำเลที่มีความต้องการจริง ทำให้สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้แม้อยู่ในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความท้าทาย
สำหรับ ORN การอยู่รอดในยุคเศรษฐกิจชะลอไม่ได้มาจากการเร่งเปิดโครงการใหม่จำนวนมาก แต่เกิดจากการสร้างสมดุลระหว่างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์และรายได้ประจำ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดความผันผวนของธุรกิจในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
บริษัท ฑีฆาก่อสร้าง จำกัด (มหาชน) หรือ TEKA เป็นอีกหนึ่งบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่น่าสนใจในช่วงเศรษฐกิจชะลอ จากฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและการบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง โดยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 516.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.29% และมีกำไรสุทธิ 15.68 ล้านบาท เติบโต 294.34% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 10.48% จากระดับติดลบในปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและการคัดเลือกโครงการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านฐานะการเงิน จุดแข็งสำคัญของ TEKA คือสถานะ Zero Debt หรือไม่มีภาระหนี้สินที่มีดอกเบี้ยจากเงินกู้และหุ้นกู้ ช่วยลดความเสี่ยงจากต้นทุนทางการเงินในช่วงดอกเบี้ยสูง ขณะที่บริษัทมีเงินสดและเงินลงทุนรวมราว 700-800 ล้านบาท รองรับการดำเนินธุรกิจและการขยายงานในอนาคต อีกทั้งกำไรสะสมที่ยังไม่จัดสรรกว่า 336 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุนและความสามารถในการรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ
ส่วนการบริหารต้นทุน บริษัทใช้กลยุทธ์ล็อกราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงล่วงหน้า รวมถึงเจรจาต้นทุนกับคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัสดุ พลังงาน และค่าแรง ขณะที่โครงการใหม่มีการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาระดับอัตรากำไรให้อยู่ในเป้าหมายที่กำหนดไว้
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการกระจายพอร์ตงานจากตลาดคอนโดมิเนียมไปสู่งานก่อสร้างประเภทอื่น เช่น โรงพยาบาล โรงแรม อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า ช่วยขยายฐานลูกค้าและลดการพึ่งพาตลาดคอนโดมิเนียมเพียงกลุ่มเดียว พร้อมตั้งเป้าปรับสัดส่วนรายได้จากงานคอนโดมิเนียมและงานประเภทอื่นจาก 70:30 เป็น 60:40 ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า
ปัจจุบัน บริษัทมีงานในมือ (Backlog) กว่า 3,200 ล้านบาท รองรับการรับรู้รายได้ในอนาคต และเน้นคัดเลือกโครงการที่สามารถบริหารต้นทุนและส่งมอบงานได้ตามแผน ขณะเดียวกันยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงการ
ในภาวะที่ต้นทุนพลังงานยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และกำลังซื้อในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ บริษัทที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้นอาจไม่ใช่บริษัทที่เติบโตเร็วที่สุด แต่เป็นบริษัทที่มีภูมิคุ้มกันทางธุรกิจมากที่สุด
สำหรับนักลงทุน การประเมินบริษัทในยุคเศรษฐกิจชะลอจึงควรพิจารณามากกว่าเพียงตัวเลขกำไรในไตรมาสล่าสุด แต่ต้องมองถึงคุณภาพของกระแสเงินสด ความสามารถในการบริหารต้นทุน ความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจ และศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต

