
FSSIA อัปกำไรแบงก์ปี 69-71 เคาะ BBL-SCB-KKP หุ้นเด่นปันผลสูง
FSSIA ปรับประมาณการกำไรปี 69-71 ของหุ้นกลุ่มธนาคารขึ้นเล็กน้อย รับการคุมต้นทุนที่ยอดเยี่ยม ชู BBL เป็นท็อปพิกกลุ่ม พ่วงด้วย SCB และ KKP ที่มีความโดดเด่นด้านพื้นฐานและอัตราผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูง
บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ FSSIA เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรของกลุ่มธนาคารในปี 2569-2571 ขึ้นเล็กน้อยที่ 0.2-0.3% จากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP อย่างไรก็ดี ยังคงคาดการณ์ว่ากำไรของกลุ่มโดยรวมจะทรงตัว โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ระดับ -0.1% เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่ลดลงและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่ทยอยอ่อนตัวลง
ทั้งนี้ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและแบงก์แอสชัวรันส์ จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกำไรที่สำคัญ ขณะที่ธนาคารยังควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย ทำให้สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost-to-income ratio) จะอยู่ที่ 44.2-44.6% ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ที่บริหารจัดการได้จะช่วยหนุนให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ทรงตัวที่ระดับ 1.27-1.28% ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คาดว่าจะอยู่ที่ 3.49-3.54% และอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 205-207%
อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ “ให้น้ำหนักการลงทุนเป็นกลาง” (Neutral) โดยเลือก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เป็นหุ้นเด่นประจำกลุ่ม ราคาเป้าหมาย 188 บาท ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากพอร์ตสินเชื่อธุรกิจที่แข็งแกร่ง ระดับมูลค่าหุ้นที่น่าสนใจ และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จูงใจราว 6% ต่อปี
พร้อมกันนี้ แนะนำซื้อ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ราคาเป้าหมาย 170 บาท จากโมเมนตัมกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นตามการฟื้นตัวของธุรกิจ Gen 2-3 พร้อมทั้งมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดในกลุ่มราว 7-8% ต่อปี และแนะนำซื้อ KKP ราคาเป้าหมาย 96 บาท จากทิศทางคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูงราว 7% ต่อปี
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าธนาคาร 7 แห่งจะรายงานกำไรสุทธิรวมในไตรมาส 2 ที่ระดับ 53.4 พันล้านบาท ลดลง 6.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรอง (PPOP) ที่อ่อนตัวลงมากกว่าจะชดเชยได้จากการเติบโตของสินเชื่อที่มีจำกัด โดยประเมินว่า บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO จะรายงานผลการดำเนินงานเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม
