
YUANTA ส่ง 11 DR ระดับโลกเทรด 7 ก.ค.นี้ โอกาสทองลงทุนหุ้นตปท.
YUANTA เดินหน้านำ DR จำนวน 11 หลักทรัพย์เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 7 ก.ค.69 ครอบคลุมหุ้นเมกะเทรนด์ระดับโลก ทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์, เทคโนโลยีขนาดใหญ่, พาณิชย์ระดับโลก และกองทุน ETF อิงดัชนียุโรป เปิดโอกาสนักลงทุนไทยกระจายความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงระยะยาวผ่านเงินบาทได้อย่างสะดวกสบาย
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด หรือ YUANTA เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ใหม่จำนวน 11 หลักทรัพย์ ภายใต้ซีรีส์ DR19 เข้าทำการซื้อขายเป็นวันแรกบนกระดานหุ้นไทย วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถจัดพอร์ตการลงทุนในหุ้นและกองทุน ETF ชั้นนำระดับโลกด้วยสกุลเงินบาท โดยเน้นเจาะลึกอุตสาหกรรมเมกะเทรนด์เพื่อเป้าหมายความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่ม Semiconductor & Electronics (ฐานรากเทคโนโลยีระดับโลก)
ประกอบด้วย 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ บริษัท Shin-Etsu Chemical จำกัด หรือ SHINCHEM19 ผู้นำอันดับหนึ่งของโลกจากญี่ปุ่นด้านแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ ซึ่งมีรายได้ล่าสุด 2.57 ล้านล้านเยน พร้อมประกาศซื้อหุ้นคืนมูลค่า 2.5 แสนล้านเยน โดย SHINCHEM19 มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและอำนาจต่อรองราคาสูงในห่วงโซ่อุปทานชิป AI (อัตราส่วน 500 DR ต่อ 1 หุ้นสามัญ), บริษัท Applied Materials จำกัด หรือ AMAT19 ผู้จัดหาเครื่องจักรและซอฟต์แวร์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตชิปและจอแสดงผลระดับสูง AMAT19 มีโครงสร้างการเงินแกร่ง แทบไม่มีหนี้สินระยะยาว และมียอดสั่งซื้อล่วงหน้า (Backlog) เติบโตอย่างมั่นคง (อัตราส่วน 4,000 DR ต่อ 1 หุ้นสามัญ), บริษัท Lam Research จำกัด หรือ LRCX19 ผู้เล่นผูกขาดเครื่องจักรผลิตชิปต้นน้ำในกระบวนการกัดเซาะ (Etching) และเคลือบผิวสาร LRCX19 มีสถานะการเงินแกร่งด้วยอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) สูงเฉียด 50% พร้อมรับเทรนด์การขยายโรงงานชิปทั่วโลก (อัตราส่วน 2,600 DR ต่อ 1 หุ้นสามัญ)
นอกจากนี้ยังมี บริษัท KLA Corporation จำกัด หรือ KLAC19 เจ้าตลาดระบบตรวจสอบ (Inspection) และวัดผลความละเอียดระดับนาโนเมตรเพื่อควบคุมคุณภาพชิป KLAC19 มีอัตรากำไรสุทธิสูงเด่นกว่า 30% ซึ่งเมื่อกระบวนการผลิตชิปซับซ้อนมากขึ้น ลูกค้ายิ่งต้องพึ่งพาเครื่องมือของบริษัท (อัตราส่วน 2,000 DR ต่อ 1 หุ้นสามัญ) และ บริษัท Intel Corporation จำกัด หรือ INTEL19 ยักษ์ใหญ่ด้านไมโครโพรเซสเซอร์ (CPU) ระดับโลก ซึ่ง INTEL19 ถือเป็นหุ้นที่กำลังพลิกฟื้น (Turnaround) และได้รับการอุดหนุนครั้งใหญ่จากรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านกฎหมาย CHIPS Act เพื่อความมั่นคงทางเทคโนโลยีและการสร้างโรงงานชิปยุคใหม่ (อัตราส่วน 1,000 DR ต่อ 1 หุ้นสามัญ)
2.กลุ่ม Big Tech, Cloud & Cybersecurity (นวัตกรรมและแพลตฟอร์มแห่งอนาคต)
ประกอบด้วย บริษัท Alphabet Class A จำกัด หรือ GOOGL19 บริษัทแม่ของ Google และเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ Gemini โดย GOOGL19 เป็นเจ้าของกระแสเงินสดอิสระสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจ Google Cloud ที่เป็นตัวเร่งการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก (Double-digit) (อัตราส่วน 2,000 DR ต่อ 1 หุ้นสามัญ), บริษัท Amazon.com จำกัด หรือ AMZN19 ผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซและระบบคลาวด์คอมพิวติ้งอันดับหนึ่งอย่าง AWS ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการรันระบบ AI ขององค์กรทั่วโลก AMZN19 มีงบการเงินที่พลิกฟื้นและทำกำไรได้ดีขึ้นจากการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ (อัตราส่วน 4,000 DR ต่อ 1 หุ้นสามัญ) และ บริษัท Palo Alto Networks จำกัด หรือ PANW19 ผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยคาดการณ์ว่า PANW19 จะมีรายได้ด้านความปลอดภัยยุคใหม่ (Next-Gen Security ARR) พุ่งแตะ 8.90 – 8.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตสูง 59% – 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมมีสัญญารอรับรู้รายได้ในอนาคต (RPO) แน่นหนากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (อัตราส่วน 2,500 DR ต่อ 1 หุ้นสามัญ)
3.กลุ่ม Global Commerce & Industrials (ยักษ์ใหญ่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก)
ประกอบด้วย บริษัท Alibaba Group จำกัด หรือ BABA19 ผู้นำระบบนิเวศดิจิทัลในจีนที่มีรายได้รวมทั้งปีทะลุ 1.48 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ยอดขายสินค้า AI ในกลุ่มคลาวด์เติบโตก้าวกระโดดถึง 30% โดย BABA19 มีความปลอดภัยในระยะยาวจากกระแสเงินสดในมือที่หนาแน่นกว่า 7.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (อัตราส่วน 250 DR ต่อ 1 หุ้นสามัญ) และ บริษัท Caterpillar จำกัด หรือ CAT19 ผู้นำอันดับหนึ่งของโลกด้านเครื่องจักรกลหนักและการก่อสร้าง ซึ่งมีงบการเงินล่าสุดเติบโตร้อนแรง โดยรายได้พุ่งขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 1.74 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ CAT19 สามารถต้านทานสภาวะเงินเฟ้อและทำกำไรจากนโยบายการลงทุนของรัฐบาลต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม (อัตราส่วน 5,000 DR ต่อ 1 หุ้นสามัญ)
4.กลุ่ม Investment Funds (ทางลัดกระจายความเสี่ยงสู่ตลาดยุโรป)
ได้แก่ กองทุน Invesco MDAX UCITS ETF หรือ DEAM19 ซึ่งเป็นกองทุน ETF ประเภทสะสมมูลค่า (Accumulating) ที่จำลองดัชนี MDAX® โดยคัดเลือกหุ้นขนาดกลาง (Mid-Cap) ที่ดีที่สุด 50 บริษัทของประเทศเยอรมนี DEAM19 มีค่าธรรมเนียมรวมที่ต่ำมากเพียง 0.19% ต่อปี ขนาดกองทุนใหญ่ถึง 788.04 ล้านยูโร และสามารถสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีได้ 8.60% โดยเคลื่อนไหวล้อไปกับดัชนีอ้างอิงได้อย่างแม่นยำ (อัตราส่วน 500 DR ต่อ 1 กองทุน ETF)
ทั้งนี้ ข้อมูลการเจาะลึก 5 อันดับแรกที่กองทุน ETF ดังกล่าวถือครองสูงสุด (Top 5 Holdings) ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ประกอบด้วย:
1.บริษัท Deutsche Lufthansa AG (5.11%) สายการบินแห่งชาติของเยอรมนี และกลุ่มธุรกิจสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
2.บริษัท Hochtief AG (5.02%) บริษัทวิศวกรรมและการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ซึ่งเชี่ยวชาญโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก
3.บริษัท Delivery Hero SE (4.77%) ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มจัดส่งอาหารและของชำออนไลน์ระดับโลก (เจ้าของ foodpanda)
4.บริษัท Knorr-Bremse AG (4.01%) ผู้นำโลกด้านการผลิตระบบเบรกและระบบควบคุมความปลอดภัยสำหรับรถไฟและยานยนต์พาณิชย์
5.บริษัท Aixtron SE (3.86%) ผู้ผลิตเครื่องจักรเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และจอภาพขั้นสูง

