“กรภัทร” มอง SET ฟื้นต่อ! รับบอนด์ยีลด์ลง-น้ำมันอ่อนตัว ชู 5 หุ้นพื้นฐานแกร่ง

“กรภัทร วรเชษฐ์” มอง SET ฟื้นตัวต่อ ลุ้นทดสอบ 1,570 จุด รับแรงหนุนตึงเครียดคลี่คลาย น้ำมันลง บอนด์ยีลด์อ่อน หนุนหุ้นเทค-ธีมลงทุน ชู MTC-GPSC-GULF-MINT-AOT เด่น


นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง ตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

ปัจจัยหลักมาจากสัญญาณการคลี่คลายของสถานการณ์ตึงเครียด หรือ De-escalation ที่มีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลง และช่วยลดความกังวลต่อผลกระทบรอบสอง หรือ Second Effect ที่อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อปรับตัวลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือ Bond Yield อ่อนตัวลงมาอยู่บริเวณ 4.4% จากก่อนหน้าที่แตะระดับ 4.5%

ทั้งนี้ การปรับลดลงของบอนด์ยีลด์ช่วยลดแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งก่อนหน้านี้เผชิญแรงขายจากความกังวลด้านมูลค่าหุ้นและความคุ้มค่าของการลงทุน ส่งผลให้ตลาดเริ่มกลับมาคาดหวังต่อโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของสหรัฐในระยะถัดไป และเป็นแรงหนุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม

สำหรับตลาดหุ้นไทย KSS ประเมินแนวต้านบริเวณ 1,570 จุด และแนวรับที่ 1,536 จุด โดยมองว่าตลาดน่าจะได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีโลก รวมถึงปัจจัยในประเทศ หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ย และปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.3% สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังรวมผลของพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เข้าไว้ในประมาณการเศรษฐกิจ ซึ่งอาจสะท้อนโอกาสที่ภาครัฐจะเร่งลงทุนมากขึ้นในระยะถัดไป ส่งผลให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับกระแสการลงทุนมีโอกาสโดดเด่น โดยเฉพาะกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า

โดย KSS มองว่าธีมการลงทุนหลักในช่วงนี้จะกระจายไปยัง 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อและราคาน้ำมันลดลง หรือ Disinflation เช่น กลุ่มท่องเที่ยว อาทิ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT รวมถึงกลุ่มเครื่องดื่ม โรงพยาบาล และค้าปลีก

ขณะที่กลุ่มที่อิงกระแสการลงทุนมีโอกาสกลับมาโดดเด่นเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า อาทิ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการเร่งลงทุนของภาครัฐและเอกชน

ส่วนกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ กลุ่มไฟแนนซ์ โดยเฉพาะบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ซึ่งมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากต้นทุนทางการเงินที่ผ่อนคลายลง และบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยที่ดีขึ้น

สำหรับกรณีหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่ปรับตัวขึ้นแรง และมีแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญนั้น มองว่าเป็นผลจากการคลี่คลายความกังวลด้านราคาน้ำมันและสถานการณ์สงคราม ซึ่งเป็นบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม และสนามบิน

อีกทั้ง AOT ยังมีปัจจัยหนุนระยะกลางถึงยาวจากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร หรือ PSC ซึ่งช่วยสนับสนุนมาร์จิ้น ขณะที่แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวและปริมาณผู้โดยสารยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตในอนาคต โดยมองว่า AOT มีโอกาส Outperform ตลาดในระยะ 1 ปีข้างหน้า หากภาพการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง

สำหรับประเด็น MSCI ที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นอินโดนีเซีย นายกรภัทรระบุว่า อินโดนีเซียยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านมาตรฐานตลาดทุน ทั้งเรื่อง Free Float การเข้าถึงข้อมูล Price Discovery และเสถียรภาพค่าเงิน ส่งผลให้ยังมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นอินโดนีเซียมีเงินไหลออกแล้วประมาณ 70,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากอินโดนีเซียไม่สามารถปรับปรุงมาตรฐานให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ MSCI ได้ อาจเผชิญแรงขายเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้ โดยเฉพาะจากกองทุน Passive Fund ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มระมัดระวังการลงทุน จนกว่าจะเห็นพัฒนาการเชิงบวกด้านมาตรฐานตลาดทุนและเสถียรภาพของค่าเงินที่ชัดเจนมากขึ้น

Back to top button