PCE เปิดอาณาจักร “ปาล์มน้ำมัน” ครบวงจร ชูศักยภาพโรงงาน-ท่าเรือ-โลจิสติกส์ หนุนโตยั่งยืน

PCE เปิดบ้านพาสื่อชมโรงงานเฟส 3 พร้อมโชว์ศักยภาพธุรกิจปาล์มน้ำมันครบวงจร ตั้งแต่โรงงานสกัด CPO ที่เตรียมเพิ่มกำลังผลิตผลปล์ามจาก 3,600 ตันต่อวันสู่ 5,400 ตันต่อวัน ธุรกิจไบโอดีเซล ท่าเรือ คลังน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์ครบวงจร รองรับการเติบโตระยะยาว


บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มบริษัทในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สะท้อนศักยภาพการดำเนินธุรกิจน้ำมันปาล์มแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตน้ำมันปาล์มดิบ ธุรกิจไบโอดีเซล คลังจัดเก็บสินค้า ระบบขนส่งทางบก การบริหารจัดการเรือ ไปจนถึงท่าเรือ P.K. Marine ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของบริษัท

โดยมีนายกิตติภณ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ PCE ให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมกระบวนการดำเนินงานของบริษัทในเครือ ทั้งโรงงานผลิต บริษัท นิวไบโอดีเซล จำกัด รวมถึงระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ขยายกำลังผลิต CPO แตะ 5,000 ตันต่อวัน เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ

สำหรับโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มของ บริษัท นิวไบโอดีเซล จำกัด ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ ตำบลเสวียด อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเป็น 3 เฟส โดยดำเนินการแล้ว 2 เฟส และอยู่ระหว่างก่อสร้างเฟส 3 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีหน้า

หลังโครงการแล้วเสร็จ บริษัทจะสามารถเพิ่มกำลังการรองรับการสกัดน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) จากปัจจุบันประมาณ 3,600 ตันผลปาล์มต่อวัน เป็นประมาณ 5,400 ตันผลปาล์มต่อวัน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต

PCE นำเทคโนโลยี Vertical Sterilizer หรือระบบหม้อนึ่งแนวตั้งมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนึ่งทะลายปาล์ม ลดการสูญเสียน้ำมัน (Oil Loss) และเพิ่มระบบอัตโนมัติภายในโรงงาน ช่วยควบคุมต้นทุนการผลิต

กระบวนการผลิตเริ่มจากการนำผลปาล์มเข้าสู่ระบบนึ่งประมาณ 90 นาที ก่อนเข้าสู่กระบวนการบีบสกัดน้ำมัน โดยสามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้เฉลี่ยประมาณ 17-18% จากผลปาล์ม 1,000 ตัน ซึ่งบริษัทมองว่าอัตราการสกัดที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับ 18% ขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มอัตราการสกัดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพวัตถุดิบ สายพันธุ์ปาล์ม และกระบวนการเก็บเกี่ยวจากเกษตรกร โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างผลตอบแทนให้เกษตรกร

ต่อยอดธุรกิจพลังงาน ผลิตไบโอดีเซลรองรับนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพ

ด้านธุรกิจพลังงาน PCE ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัท นิวไบโอดีเซล จำกัด ซึ่งมีกำลังการผลิตไบโอดีเซล B100 อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านลิตรต่อวัน

บริษัทระบุว่า การขยายกำลังการผลิตในอนาคตจะขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น B10 และ B20 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความต้องการใช้ไบโอดีเซลในประเทศ

จุดแข็งของ PCE คือการมีธุรกิจหลัก 2 ส่วน ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค และธุรกิจพลังงาน ทำให้สามารถบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของแต่ละตลาดได้

ในช่วงที่ตลาดไบโอดีเซลชะลอตัว บริษัทสามารถปรับกลยุทธ์ขยายตลาดน้ำมันปาล์มบริโภค โดยเฉพาะตลาดส่งออก เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มคุณภาพสูง รองรับตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความยั่งยืน

ใช้ทรัพยากรปาล์มเต็มประสิทธิภาพ เดินหน้าตามแนวทาง ESG

PCE ให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากผลผลิตปาล์มอย่างครบวงจร โดยนำของเหลือจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ เช่น เส้นใยปาล์มนำไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลภายในโรงงาน

ขณะที่น้ำเสียจากกระบวนการผลิตถูกนำเข้าสู่ระบบผลิตก๊าซชีวภาพ โดยก๊าซมีเทนที่ได้ถูกนำไปผลิตไฟฟ้าใช้ภายในโรงงาน และจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีกำลังการขายไฟฟ้าประมาณ 3 เมกะวัตต์ และดำเนินการมาแล้วกว่า 10 ปี

การบริหารจัดการดังกล่าวช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน ลดของเสีย และเพิ่มมูลค่าทรัพยากรตามแนวทาง ESG

เสริมช่องทางตลาดน้ำมันปาล์มบริโภค ดันสินค้าเข้าค้าปลีก

สำหรับธุรกิจน้ำมันปาล์มบริโภค บริษัทมีแผนขยายตลาดผลิตภัณฑ์บรรจุขวด โดยปัจจุบันมีกำลังการบรรจุน้ำมันแบบถุงประมาณ 5,400 ถุง หรือ 450 ลังต่อชั่วโมง และน้ำมันพีชแบบขวดประมาณ 3,000 ขวด หรือ 250 ลังต่อชั่วโมง

บริษัทอยู่ระหว่างขยายช่องทางจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อและค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภค

PK Marine ศูนย์กลางคลังน้ำมัน-ท่าเรือ เชื่อมต่อโลจิสติกส์ครบวงจร

ด้านโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ PCE มีบริษัท PK Marine เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการท่าเรือและคลังจัดเก็บสินค้า ทำหน้าที่รองรับการรับสินค้า การจัดเก็บ และการส่งต่อสินค้าไปยังตลาดปลายทาง

ปัจจุบัน PK Marine มีถังจัดเก็บน้ำมันจำนวน 47 ลูก รองรับความจุประมาณ 200,000 ตัน สำหรับสินค้าของเหลว เช่น CPO, CPKO, RBDPO, RBDOL และไบโอดีเซล

นอกจากนี้ยังมีถังเพิ่มเติมอีก 11 ลูก ทำให้สามารถรองรับกำลังจัดเก็บสูงสุดประมาณ 240,000 ตัน

ด้านท่าเรือเป็นท่าเรือสำหรับเรือเดินทะเล รองรับเรือขนาดมากกว่า 500 ตันกรอส ตามใบอนุญาตจากกระทรวงคมนาคม พร้อมมาตรฐานด้านความปลอดภัย เช่น ISO และ IS Code สำหรับท่าเรือที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางทะเล

พื้นที่ดำเนินงานรวมประมาณ 96,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่อาคารประมาณ 40,000 ตารางเมตร พื้นที่สีเขียว 16,000 ตารางเมตร และพื้นที่ถนน 24,000 ตารางเมตร

วางระบบ Multi Transportation เชื่อมโรงงาน-คลัง-ท่าเรือ

PCE วางระบบ Multi Transportation เชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบ โดยมีบริษัท เพชรศรีวิชัย รับผิดชอบด้านขนส่งทางบก มีกองรถบรรทุกประมาณ 160 คัน สำหรับขนส่งน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ระบบขนส่งเริ่มตั้งแต่รับสินค้าเข้าสู่คลัง ก่อนส่งต่อผ่านท่าเรือ PK Marine โดยมีระบบท่อส่งน้ำมันจากแทงก์ฟาร์มไปยังท่าเรือระยะทางประมาณ 700 เมตร พร้อมระบบตรวจสอบตลอดกระบวนการ

เส้นทางหลักครอบคลุมทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย รวมถึงปลายทางอื่นตามความต้องการของลูกค้า

BC Marine เสริมกองเรือ ขยายศักยภาพขนส่งทางทะเล

อีกหนึ่งธุรกิจสำคัญคือ BC Marine 1992 ทำหน้าที่บริหารจัดการเรือขนส่งสินค้า ทั้งของเหลวและสินค้าแห้งปัจจุบันมีกองเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำ ได้แก่ K3, KDP3 และ KDP4 รองรับการขนส่ง CPO, CPKO และ RBDPO โดยเรือถูกออกแบบให้เหมาะกับลักษณะร่องน้ำของประเทศไทย สามารถรองรับข้อจำกัดด้านความลึกของน้ำ

นอกจากนี้ยังมีเรือสินค้าแห้ง 2 ลำ และเรือโป๊ะ 8 ลำ รองรับสินค้า เช่น กะลาปาล์ม ไม้สับ สินค้าเทกอง และสินค้าในรูปแบบบรรจุภัณฑ์

ใช้ OPL เชื่อมเรือเล็ก-เรือใหญ่ เพิ่มประสิทธิภาพส่งออก

PCE ยังใช้พื้นที่ OPL (Offshore Port Limit) ซึ่งเป็นจุดที่กรมเจ้าท่าอนุญาตให้ดำเนินการถ่ายโอนสินค้าในทะเล โดยอยู่บริเวณใกล้เกาะพะลวย ระหว่างเกาะสมุยและอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

การดำเนินงานใช้รูปแบบ Ship to Ship (STS) หรือการถ่ายสินค้าระหว่างเรือกับเรือ ช่วยให้สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่จากต่างประเทศ และเพิ่มความคล่องตัวด้านการส่งออก

เตรียมขยายพื้นที่ รองรับลูกค้าใหม่ในอนาคต

กลุ่ม PCE มีแผนขยายพื้นที่เพิ่มเติม โดยมีที่ดินสำรองติดกับพื้นที่ท่าเรือประมาณเกือบ 200 ไร่ เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการในอนาคต

แนวทางจะเป็นรูปแบบ Build to Suit คือพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของลูกค้า โดยมุ่งเน้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าพื้นฐาน และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยคาดว่าในอีก 4-5 ปี จะมีถนน 4 เลนเชื่อมต่อบริเวณหน้าท่าเรือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดข้อจำกัดด้านการเดินรถขนาดใหญ่

ทั้งหมดสะท้อนกลยุทธ์ของ PCE ในการสร้างระบบซัพพลายเชนแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง และการกระจายสินค้า เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและรองรับการเติบโตของธุรกิจน้ำมันปาล์มในระยะยาว

Back to top button