ttb reserve ปั้นทายาทยุคใหม่ อัดองค์ความรู้ “ตลาดดิจิทัล” เสริมแกร่งสู่ผู้นำรุ่นต่อไป

ttb reserve แบงก์ทหารไทยธนชาต (TTB) มุ่งพัฒนาผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ อัปเดตองค์ความรู้ด้านการตลาดรับโลกธุรกิจยุคดิจิทัล ผ่านหลักสูตร Wealth Empowerment Program


ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB รายงานว่า เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลเปลี่ยนไปสู่การ “เชื่อคนมากกว่าแบรนด์” การสร้างตัวตนของผู้บริหาร (Personal Branding) จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความไว้วางใจและขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ทีทีบีได้ร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดหลักสูตร Wealth Empowerment Program (WE Program) รุ่นที่ 2 ระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยแนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดในคลาส Marketing in Trends & Social Media Management เพื่อมุ่งส่งเสริมศักยภาพการเป็นผู้นำธุรกิจและเจ้าของกิจการของคน โดยมีผู้บริหารรุ่นใหม่เข้าร่วมกว่า 45 ราย

ภายในคลาส ได้รับเกียรติจาก นายณัฐพล ม่วงทำ (การตลาดวันละตอน) และนายธนพงศ์ วงษ์ชินศรี (ต่อ เพนกวิน / Torpenguin) ร่วมถ่ายทอดมุมมองเชิงลึกถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ที่โซเชียลมีเดียได้กลายเป็น “ทำเลและหน้าร้านแห่งใหม่” ซึ่งผู้บริหารต้องก้าวออกมาสื่อสารด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความไว้วางใจ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ และเชื่อมโยงกับผู้บริโภคโดยตรง

ทั้งนี้ นายณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจ การตลาดวันละตอน ชี้ว่า AI กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกธุรกิจยุคใหม่ และนำไปสู่ยุค Gen A (AI-First Generation) รวมถึงเศรษฐกิจแบบ Agent-to-Agent (A2A) ที่ AI สามารถค้นหา เปรียบเทียบ และตัดสินใจแทนผู้บริโภค ส่งผลให้ Customer Journey สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจจึงต้องปรับตัวสู่การทำ Generative Engine Optimization (GEO) ด้วยโครงสร้างข้อมูลแบบข้อเท็จจริง เพื่อให้ AI มองเห็นและแนะนำแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ผู้บริหารต้องยกระดับบทบาทจาก “ผู้ลงมือทำ” ไปสู่ “ผู้กำกับ” ที่ใช้ AI เพิ่มความเร็วและความแม่นยำในการทำ Personalization โดยมีมนุษย์กำกับในจุดตัดสินใจสำคัญ

ขณะที่นายธนพงศ์ วงษ์ชินศรี หรือ “ต่อ เพนกวิน” ผู้ก่อตั้ง Torpenguin ได้ร่วมถอดรหัสการทำกลยุทธ์บนโซเชียลมีเดีย โดยชี้ว่าโซเชียลมีเดียเป็นเพียง “เครื่องมือ” แต่หัวใจสำคัญคือการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคภายใต้ 3 แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ได้แก่ The Attention Economy (การแย่งชิงความสนใจของลูกค้า), The Identity Economy (การซื้อสินค้าเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ตัวตน) และ The Experience Economy (การส่งมอบประสบการณ์)

นอกจากนี้ นายธนพงศ์ เน้นย้ำว่า แบรนด์ในปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนจากการสื่อสารเชิง “คุณสมบัติหรือฟังก์ชัน” (Functional Value) ไปสู่การสร้าง “ความรู้สึกและคุณค่าทางสังคม” (Emotional & Social Value) ทำการตลาดแบบไม่ตะโกนเพื่อมัดใจกลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นผู้กำหนดเทรนด์ (Trendsetter) ของตลาดในปัจจุบัน และที่สำคัญที่สุดคือ Trust (ความไว้วางใจ) ได้กลายเป็น New Conversion Driver หรือตัวขับเคลื่อนการปิดยอดขายที่แท้จริง ซึ่งการปั้น Personal Branding ของเจ้าของกิจการคืออาวุธที่สร้าง Trust ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทรงพลังในการเปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็นลูกค้าและแฟนแบรนด์

จุดเด่นของ WE Program รุ่นที่ 2 ไม่ได้หยุดที่การเรียนรู้เชิงทฤษฎี แต่ยังมี Project Assignment จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมนำองค์ความรู้ไปทดลองใช้จริง ทั้งการวางกลยุทธ์โซเชียลมีเดียและการสร้าง Personal Brand เพื่อต่อยอดธุรกิจ โดยแนวทางดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายของ WE Program ที่มุ่งพัฒนาผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ให้สามารถใช้การตลาด เทคโนโลยี และการบริหารได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกธุรกิจในยุคดิจิทัล

Back to top button