CIMBT ชี้หุ้นไทยฟื้นปัจจัยบวกใน-ตปท. แนะ “ตั้งรับ” เน้นปันผล-แบงก์-เฮลท์แคร์-ท่องเที่ยว

แบงก์ซีไอเอ็มบี ไทย CIMBT ประเมินดัชนี SET มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,540-1,620 จุด รับอานิสงส์สถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ชู กลุ่มแบงก์-เฮลแคร์-ท่องเที่ยว เด่น แนะนักลงทุนบริหารความเสี่ยง เลือกสะสมหุ้นปันผล พร้อมจับตากำไรกลุ่มพลังงาน ค่าเงินบาท และ Fund Flow ขณะที่ยังคงมองทองคำเป็นสินทรัพย์ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต


นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเริ่มมีปัจจัยบวกสนับสนุนมากขึ้น ทั้งจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีสัญญาณหยุดยิงและเตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ภายใน 60 วัน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และมาตรการเพิ่มเติมที่คาดว่าจะทยอยออกมา ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยมีทิศทางดีขึ้น

ทั้งนี้ ประเมินกรอบเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) อยู่ที่ 1,540-1,620 จุด โดยได้สะท้อนผลของหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งยังมีการเติบโตของกำไรในระดับที่ดีและเป็นแรงหนุนสำคัญของตลาดไว้แล้ว แม้ว่าจะทำให้ค่า P/E ของตลาดโดยรวมอยู่ในระดับสูงขึ้น ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยยังทรงตัวใกล้ระดับ 100 บาทต่อหุ้นต่อเนื่องหลายปี จึงมองว่าตลาดอยู่ในระดับมูลค่าที่เหมาะสม แต่ยังไม่มีปัจจัยหนุนให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตอย่างโดดเด่น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการไล่ซื้อหุ้นตามจังหวะตลาด เนื่องจากแม้ดัชนีจะปรับตัวขึ้น แต่ยังมีหุ้นอีกหลายกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด (Underperform) พร้อมแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ลงทุนในหุ้นปันผล โดยรอเข้าซื้อเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงจนให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มส่วนต่างความปลอดภัยในการลงทุน อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการตัดสินใจลงทุนจากภาวะ “กลัวตกรถ” หรือ FOMO ในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในด้านกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ มองว่าหุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มเฮลท์แคร์ และกลุ่มท่องเที่ยวและบริการ จะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ขณะที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับการเติบโตในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ผลประกอบการของกลุ่มพลังงานที่อาจได้รับผลกระทบจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) หลังราคาน้ำมันปรับลดลงจากระดับ 90-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เหลือประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงทิศทางค่าเงินบาทที่เริ่มแข็งค่าจนถูกมองว่าอยู่ในระดับตึงตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ ขณะที่หากเศรษฐกิจไทยขยายตัว แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่เติบโตตาม อาจทำให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยลดลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทางเลือกอื่น

ส่วนมุมมองต่อการลงทุนในทองคำ ยังคงแนะนำให้มีไว้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต เนื่องจากยังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ช่วยลดความผันผวนและรักษามูลค่าของเงินลงทุน โดยประเมินว่าความเสี่ยงด้านการปรับตัวลงของราคาทองคำมีจำกัด หลังวัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกใกล้สิ้นสุด และแรงขายจากธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มชะลอลง ซึ่งยังเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในระยะต่อไป

Back to top button