KSS ชี้ “ฟันด์โฟลว์” ทะลักเข้า “พลังงาน-ไฟฟ้า-ค้าปลีก-ไฟแนนซ์” ดัน SET ปิดเหนือ 1,600 จุด

"บล.กรุงศรี" ชี้แรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ นำโดยกลุ่มโรงไฟฟ้า พลังงาน ค้าปลีก และไฟแนนซ์ ดันดัชนีวันนี้พุ่งทะลุ 1,600 จุด ตอบรับศักยภาพไทยในฐานะดาวเด่นด้าน AI และ Data Center


นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.72 จุด หรือ 1.11% ปิดที่ระดับ 1,611 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายประมาณ 80,492 ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 354 หลักทรัพย์ และปรับลดลง 114 หลักทรัพย์

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) มีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนของธีมวัฏจักรการลงทุน (Investment Cycle) ประกอบกับการที่ประเทศไทยได้รับการประเมินให้เป็นดาวรุ่ง (Rising Star) ในห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่งผลให้มีแรงซื้อโดดเด่นในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่หลายอุตสาหกรรม

สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้าได้รับความสนใจอย่างมาก นำโดย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ราคาปรับเพิ่มขึ้น 0.79%, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เพิ่มขึ้น 3.89% และ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ปรับขึ้น 7.09% โดยมองว่าหุ้นกลุ่มนี้มีปัจจัยสนับสนุน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ต้นทุนก๊าซที่ลดลงตามวัฏจักรราคา LNG ขาลง, การเติบโตของกำลังการผลิตตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) รวมถึงแผนเปิดโครงการ Direct PPA และ TPA รวม 2,000 เมกะวัตต์ และโอกาสในการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้า IPP ที่จะทยอยหมดอายุในอนาคต ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงเลือก GULF และ GPSC เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 74 บาท และ 48 บาท ตามลำดับ ขณะเดียวกันยังมีแรงซื้อในกลุ่มสื่อสารที่เกี่ยวเนื่องกัน ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE

ด้านกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าหุ้นขนาดใหญ่ นำโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ปรับขึ้น 3.50%, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เพิ่มขึ้น 2.26%, บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL เพิ่มขึ้น 1.76% รวมถึง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ตลาดประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดลงกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม ทำให้ความเสี่ยงด้านการปรับลงของราคามีจำกัด นอกจากนี้ ประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงานและการลงทุนด้าน AI ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนภาคพลังงาน ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีเริ่มมีมุมมองเชิงบวก จากภาวะอุปทานส่วนเกินที่ทยอยคลี่คลาย การแข่งขันจากสินค้าจีนที่คาดว่าจะลดความรุนแรงลง และการชะลอการลงทุนใหม่ที่ส่งผลให้ปริมาณอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดลดลง

กลุ่มค้าปลีกเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่นักลงทุนทยอยสะสมเพื่อรับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุน (Consumer Play) โดยคาดว่าการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น รายได้ครัวเรือน และค่าแรงที่ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยสนับสนุนกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ปรับขึ้น 1.03%, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เพิ่มขึ้น 0.66% และ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI เพิ่มขึ้น 1.99%

นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ได้รับอานิสงส์จากทั้งธีม Investment Cycle และปัจจัยบวกเชิงจิตวิทยาจากโครงการ “สินเชื่อคนละครึ่ง” ของรัฐบาล ที่จะเข้ามาร่วมรับภาระดอกเบี้ยบางส่วน เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนในภาคการผลิต ฝ่ายวิจัยมองว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ และเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ประกอบการที่มีฐานลูกค้าในกลุ่มรากหญ้า ส่งผลให้ราคาหุ้น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ปรับขึ้น 3.13%, บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เพิ่มขึ้น 2.61% และ บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) หรือ TURBO ปรับขึ้น 4.43%

Back to top button