บล.กรุงศรีคาด SET ทดสอบแนวต้าน 1,637 จุด ชู 3 หุ้นเด่น SCC-MTC-BDMS

บล.กรุงศรี ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ "แกว่งตัวขึ้น" ทดสอบแนวต้าน 1,637 จุด รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง แนะกลยุทธ์จัดพอร์ตรับอานิสงส์วัฏจักรการลงทุนและผลตอบแทนพันธบัตรขาลง ชู 3 หุ้นเด่นน่าสะสม SCC, MTC และ BDMS


นายกรภัทร วรเชษฐ์ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยถึงมุมมองและกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ (6-10 กรกฎาคม 2569) โดยคาดการณ์ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีแนวโน้ม “แกว่งตัวขึ้น” โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,626 – 1,637 จุด และมีแนวรับที่ 1,600 – 1,583 จุด

สำหรับปัจจัยหนุนสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด มาจากกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่มีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะภาพรวมวงจรดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่มีโอกาสผ่อนคลายลงในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังจากตัวเลขภาคแรงงานของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางมีแนวโน้มผ่อนคลายลง (De-escalation) หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ประเทศกาตาร์มีสัญญาณเชิงบวก ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงคราม (Pre-war)

ด้านปัจจัยภายในประเทศ ตลาดจับตารายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนภาพการผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนความมั่นใจให้แก่ตลาดว่าทิศทางดอกเบี้ยจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อไป รวมถึงตลาดยังมีปัจจัยบวกรออยู่จากการพรีวิวผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่แท้จริง (Real Sector) อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแรงส่งด้านการลงทุนภายในประเทศ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนโดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ธีมหลัก ได้แก่: กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับตัวลดลง: แนะนำหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC

กลุ่มเช่าซื้อและบริหารหนี้: แนะนำ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT

กลุ่มหุ้นปันผลสูงและค้าปลีก: แนะนำ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL

กลุ่มหุ้นธีมรับวัฏจักรการลงทุน (Investment): แนะนำกลุ่มธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กลุ่มไฟฟ้า ได้แก่ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON, บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON และ บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET

กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (Large-Big Cap) รับกระแสเงินทุนไหลเข้า: แนะนำ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, BDMS, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้คัดเลือกหุ้นเด่น (Top Picks) ประจำสัปดาห์นี้ จำนวน 3 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย:

1.SCC (ราคาเป้าหมาย 285 บาท): คาดการณ์ว่ากำไรในไตรมาส 2/2569 มีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์ในเชิงบวก และยังเป็นหุ้นที่สอดคล้องกับธีมการลงทุนในปัจจุบัน

2.MTC (ราคาเป้าหมาย 40 บาท): ได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ที่ค่อยๆ ลดระดับลง ขณะที่ผลกระทบจากสงครามมีแนวโน้มจำกัด นอกจากนี้ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมาลึกถึง 15.2% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม

3.BDMS (ราคาเป้าหมาย 27 บาท): ได้รับอานิสงส์จากการคลี่คลายของสถานการณ์สงคราม ส่งผลให้ได้รับผลกระทบในวงจำกัด ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมา 9.6% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม

Back to top button