
MST ปักธง SET ปีนี้ 1,550 จุด ชูกลุ่ม “ท่องเที่ยว-เฮลท์แคร์-สินเชื่อ-สาธารณูปโภค” เด่น
บล.เมย์แบงก์ ประเมินเป้า SET Index ปี 2569 ที่ 1,550 จุด แนะเก็บหุ้นท่องเที่ยว เฮลท์แคร์ สินเชื่อ และสาธารณูปโภค มองเศรษฐกิจไทยแกร่งพร้อมเติบโตระยะยาว รับอานิสงส์ยอด FDI ทะลักกว่า 1 ล้านล้านบาท ดันจีดีพีปี 69-70 โตต่อเนื่อง
นายอารภัฏ สังขรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST เปิดเผยว่า ฝ่ายวิเคราะห์วางเป้าหมายดัชนี SET สำหรับปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,550 จุด แนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่มุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการฟื้นตัวที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มเฮลท์แคร์ กลุ่มสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค และกลุ่มสาธารณูปโภค
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังคงมีโอกาสสำหรับการลงทุนแบบรายตัว (Selective Buy) แม้มุมมองด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจจะปรับเข้าสู่ระดับปานกลางมากขึ้น โดยมีมาตรการสนับสนุนด้านการคลังที่คาดว่าจะเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบจากแรงกดดันภายนอกได้บางส่วน ขณะที่มูลค่าตลาด (Valuation) โดยรวมยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลหลังจากมีการปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
พร้อมกันนี้ ประเมินเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยจะขยายตัวจากระดับ 2.1% ในปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 2.7% ในปี 2570 รับแรงหนุนจากโครงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่มีความชัดเจน
“ในฐานะหนึ่งในวาณิชธนกิจชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน เมย์แบงก์มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของประเทศ ผ่านความเชี่ยวชาญด้านตลาดทุน การให้บริการที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ และการเชื่อมต่อกับเครือข่ายนักลงทุนต่างประเทศ” นายอารภัฏ กล่าว
สำหรับการลงทุนในประเทศไทยประเมินว่ายังมีปัจจัยบวก โดยพบว่ามูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงไตรมาสที่ 1 มีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ปรับตัวขึ้น 136% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่ารวมที่คาดการณ์ไว้สำหรับทั้งปี 2568 ขณะเดียวกัน การออกบัตรส่งเสริมการลงทุนสำหรับ FDI ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ก็ปรับตัวขึ้นถึง 62%
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ได้ทำการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในกลุ่มประเทศ ASEAN-6 ขึ้นเป็น 4.7% จากประมาณการเดิมที่ระดับ 4.5% เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ยังคงประมาณการการเติบโตในปี 2570 ไว้ที่ 4.7% ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการที่ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดลงมาอยู่ใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดสงคราม รวมถึงการจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่เริ่มฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ

