ถอดรหัส MPI ใหม่ กับภาพสะท้อน K-Shape

การปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของข้อมูลเศรษฐกิจไทยปี 2569


การปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของข้อมูลเศรษฐกิจไทยปี 2569 จากเดิมภาพรวมภาคการผลิต 7 เดือนแรกของปีติดลบ 0.1% ถูกปรับปรุงขึ้นมาเป็นขยายตัว 3.9% นำไปสู่การประเมินโดยศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ว่า GDP ไทยปี 2569 อาจขยับขึ้นจาก 2.3% สู่ระดับ 2.6%

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการแสวงหาผลตอบแทนอย่างยั่งยืน การมองเพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่เพิ่มขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ (pp) อาจไม่เพียงพอต่อการจัดทัพลงทุน บทวิเคราะห์เชิงลึกฉบับนี้จะพาเจาะโครงสร้างการเติบโตที่แท้จริง ข้อจำกัดเชิงมูลค่าเพิ่ม และแนวทางการวางกลยุทธ์สินทรัพย์ในสภาวะเศรษฐกิจ 2 ขั้ว (K-Shape Economy) 

การปรับปรุงดัชนี MPI ครั้งนี้เกิดขึ้น จากการเพิ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป, Optical Transceiver (อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณออปติคอล) และ UPS สำหรับหน่วยประมวลผลตัวเลขผลผลิตที่พุ่งขึ้น ส่วนใหญ่ถึง 97.4% ของการปรับเพิ่มขึ้นทั้งหมด กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เพียงอุตสาหกรรมเดียว โดย Optical Transceiver ตัวเดียว สร้างผลบวกต่อ MPI รวมสูงถึง 3.61 จุดเปอร์เซ็นต์ (pp)  จากการปรับขึ้นทั้งหมด 4.0 จุดเปอร์เซ็นต์ (pp)

ในทางกลับกันภาคการผลิตอีกกว่า 90% ของเศรษฐกิจไทย อยู่ในภาวะทรงตัวหรือหดตัว ดัชนี MPI ของอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยังคงติดลบ 0.5% สะท้อนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทย มิได้ฟื้นตัวอย่างทั่วถึง แต่เกิดภาวะ K-Shape ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม

แม้ภาคการส่งออกและ MPI กลุ่มเทคโนโลยี จะขยายตัวร้อนแรง แต่ต้องระวัง ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง 3 ประการ ที่ลดทอนการส่งผ่านผลประโยชน์ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก 1)Import Content สูง อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนสูงถึง 59.8% ส่งผลให้ Domestic Value Added หรือ มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศจริงมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ

2)การจ้างงานและการส่งผ่านรายได้ต่ำ สัดส่วนค่าตอบแทนแรงงานต่อมูลค่าส่งออกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ที่เพียง 10.1% (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 16%) ผสานกับข้อมูล BOI ที่ชี้ว่าความต้องการแรงงานต่อเงินลงทุน 1 ล้านบาท ลดลงจาก 0.56 คน (ปี 2565) เหลือเพียง 0.21 คน (ครึ่งแรกของปี 2569) ทำให้ภาคแรงงานและกำลังซื้อในประเทศรับประโยชน์ได้จำกัด 3) การกระจุกตัวของทุนต่างชาติ งานศึกษาของธปท.พบว่า ผู้ส่งออกสินค้าเกี่ยวข้องกับ AI ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ (เช่น จีน, สหรัฐฯ, สิงคโปร์) โดยมีผู้เล่นเพียง 1% แต่กุมส่วนแบ่งการส่งออกสูงถึง 82%

จากสภาวะ K-Shape ที่ภาคผลิตเทคโนโลยีขยายตัวสูง แต่งานและการบริโภคในประเทศชะลอตัว จึงควรพิจารณาปรับกลยุทธ์การลงทุนรายอุตสาหกรรมด 1)Electronics & Tech Supply Chain หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีสัญญาระยะยาวกับบริษัทข้ามชาติ แม้ Local Content จะต่ำ แต่ยังคงได้อานิสงส์จาก Volume การผลิตและส่งออกที่เติบโตสูงตามรอบเทคโนโลยีโลก 2)Industrial Estate & Foreign Direct Investment (FDI): นิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนกลุ่ม New Growth Engines

กลุ่มที่ต้องระมัดระวัง (Underweight / Neutral) คือ Domestic Consumption & Retail สินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจค้าปลีกที่พึ่งพากำลังซื้อระดับกลาง-ล่าง เนื่องจากผลประโยชน์จากการส่งออกส่งผ่านไปยังรายได้แรงงานได้น้อย  และ Traditional Manufacturing SMEs อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่พึ่งพาแรงงานเข้มข้น และยังไม่สามารถปรับตัว เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้

การปรับฐาน MPI ใหม่ช่วยปลดล็อกมุมมองด้านตัวเลข GDP ให้ดูสดใสขึ้นแตะระดับ 2.6% ทว่าในเชิงคุณภาพ การฟื้นตัวครั้งนี้เป็นแบบ กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีและทุนต่างชาติ จึงไม่ควรอิงการเติบโตตาม Headline GDP เพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือกลงทุนอย่างพิถีพิถัน (Selective Stock Picking) ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็น K-ขาขึ้น และหลีกเลี่ยงกลุ่มดั้งเดิม ที่ยังคงถูกกดดันจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

Back to top button